TBL Clinic

โบท็อก คืออะไร ? ฉีดไปเพื่ออะไร ช่วยอะไรบ้าง ข้อสำคัญที่ควรรู้

โบท็อก

หัวข้อ

โบท็อก (Botox) เป็นหนึ่งในหัตถการด้านความงามที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยคุณสมบัติช่วยลดริ้วรอย ปรับรูปหน้า และแก้ไขปัญหากล้ามเนื้อให้ดูเรียบเนียนขึ้น โบท็อกทำงานโดยยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อชั่วคราว จึงช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์และกระชับขึ้น นอกจากเรื่องความงามแล้ว ยังมีประโยชน์ทางการแพทย์ เช่น รักษาภาวะเหงื่อออกมากเกินไป และลดอาการปวดจากกล้ามเนื้อตึง ในบทความนี้ หมอจะอธิบายทุกเรื่องเกี่ยวกับโบท็อก ตั้งแต่วิธีการทำงาน ไปจนถึงข้อควรรู้ก่อนฉีด เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจครับ

โบท็อก คืออะไร ?

โบท็อกซ์ (Botox) คือชื่อทางการค้าของสาร Botulinum Toxin Type A ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สกัดจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum มีคุณสมบัติในการยับยั้งการทำงานของสารสื่อประสาทที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อฉีดเข้าสู่ผิวหนัง โบท็อกจะช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด ส่งผลให้ริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้าลดลง และทำให้ใบหน้าดูเรียบเนียน อ่อนเยาว์ขึ้น

ในปัจจุบัน โบท็อกได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในการ ปรับรูปหน้า เช่น ลดขนาดกรามให้หน้าเรียว ลดริ้วรอยหน้าผาก หางตา และรอยย่นระหว่างคิ้ว นอกจากนี้ ยังถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ เช่น รักษาภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ ลดอาการปวดไมเกรน และคลายกล้ามเนื้อเกร็งที่เกิดจากภาวะทางระบบประสาท เหตุผลที่โบท็อกเป็นที่นิยมในวงการความงาม เพราะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน รวดเร็ว ไม่ต้องพักฟื้น และสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับปัญหาเฉพาะบุคคล 

ฉีดโบท็อก ดีไหม ?

การฉีดโบท็อกเป็นหนึ่งในหัตถการที่ได้รับความนิยมในวงการความงาม เนื่องจากให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและไม่ต้องพักฟื้น อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์ควรพิจารณาข้อดีและข้อเสียอย่างรอบคอบ

ข้อดีของการฉีดโบท็อก

  • ลดริ้วรอย บริเวณหน้าผาก หางตา ระหว่างคิ้ว และมุมปาก ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  • ปรับรูปหน้า เช่น ลดขนาดกรามให้หน้าเรียว ลดน่อง และลดเหงื่อออกมากผิดปกติ
  • เห็นผลเร็ว ปกติผลลัพธ์จะเริ่มชัดเจนใน 3-7 วัน และอยู่ได้นาน 3-6 เดือน
  • เป็นหัตถการที่ปลอดภัย หากฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และใช้โบท็อกแท้ที่ได้รับการรับรอง

ข้อเสียของการฉีดโบท็อก

  • ต้องฉีดซ้ำ เนื่องจากผลลัพธ์ไม่ถาวร หากต้องการรักษาผลลัพธ์ต้องฉีดต่อเนื่อง
  • อาจเกิดผลข้างเคียงชั่วคราว เช่น อาการบวม รอยช้ำ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงหากฉีดผิดตำแหน่ง
  • เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน หากใช้โบท็อกปลอมหรือฉีดโดยแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ

โบท็อกเหมาะกับใคร ?

  • ผู้ที่ต้องการลดริ้วรอยโดยไม่ต้องศัลยกรรม
  • ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ผู้ที่มีอาการเหงื่อออกมาก หรือปวดศีรษะจากไมเกรนที่สามารถรักษาด้วยโบท็อก

โบท็อก ทํางานอย่างไร ?

โบท็อก (Botulinum Toxin Type A) เป็นสารที่นำมาใช้ในวงการความงามและเวชศาสตร์เพื่อช่วยลดเลือนริ้วรอยและปรับรูปหน้า หลักการทำงานของโบท็อกซ์คือการยับยั้งการทำงานของเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวชั่วคราว ซึ่งช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้นและป้องกันการเกิดริ้วรอยใหม่  เมื่อฉีดโบท็อกซ์เข้าสู่บริเวณที่ต้องการ เช่น บริเวณหน้าผาก หางตา หรือกราม ตัวยาจะจับกับปลายประสาทที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ และทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถปล่อยสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) ออกมาได้ ซึ่งสารนี้เป็นตัวกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดตัว เมื่อสารสื่อประสาทถูกยับยั้ง กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดจึงเข้าสู่ภาวะคลายตัว ส่งผลให้ริ้วรอยลดลง ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

ผลลัพธ์ของโบท็อกต่อกล้ามเนื้อ

  • ลดริ้วรอย บริเวณที่มีการขยับของกล้ามเนื้อ เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยตีนกา หรือร่องระหว่างคิ้ว
  • ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ เพราะกล้ามเนื้อที่ผ่อนคลายจะทำให้ผิวตึงขึ้นและริ้วรอยลดลง
  • ลดขนาดกล้ามเนื้อกราม ช่วยให้ใบหน้าเรียวขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ป้องกันริ้วรอยใหม่ เพราะเมื่อกล้ามเนื้อไม่ขยับมากเกินไป ผิวบริเวณนั้นก็จะไม่เกิดรอยพับซ้ำ ๆ

โบท็อกออกฤทธิ์นานแค่ไหน

หลังฉีดโบท็อกซ์ จะเริ่มเห็นผลภายใน 3-7 วัน และผลลัพธ์สูงสุดจะชัดเจนในช่วง 2 สัปดาห์ โดยทั่วไป ผลของโบท็อกซ์จะอยู่ได้นานประมาณ 3-6 เดือน จากนั้นกล้ามเนื้อจะเริ่มกลับมาทำงานตามปกติ ทำให้ต้องฉีดซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์

โบท็อก ฉีดตรงไหน ช่วยอะไรได้บ้าง ?

โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin Type A) เป็นสารที่ช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อและต่อมเหงื่อ จึงสามารถใช้ในหลายบริเวณของร่างกายเพื่อแก้ปัญหาด้านความงามและสุขภาพ โดยแต่ละจุดที่ฉีดมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังนี้

บริเวณใบหน้า

  • หน้าผากและรอยขมวดคิ้ว ลดริ้วรอยจากการขยับกล้ามเนื้อ ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
  • หางตาและรอยตีนกา ลดริ้วรอยบริเวณหางตา ทำให้ดวงตาดูสดใส อ่อนเยาว์
  • ร่องแก้ม ลดริ้วรอยและทำให้ใบหน้าดูยกกระชับขึ้น
  • กราม (V-Shape Jawline Botox) ลดขนาดกล้ามเนื้อกรามเพื่อให้ใบหน้าดูเรียวขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ลิฟกรอบหน้า (Masseter & Platysma Botox) ช่วยยกกระชับกรอบหน้า ลดเหนียง และปรับสัดส่วนใบหน้าให้ชัดเจนขึ้น
  • ปีกจมูก ลดการบานของจมูกเมื่อยิ้มหรือพูด ทำให้จมูกดูเล็กลงโดยไม่ต้องศัลยกรรม
  • รูขุมขนและความมันบนใบหน้า (Meso Botox) ควบคุมการทำงานของต่อมไขมัน ลดความมันบนใบหน้า ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

บริเวณร่างกาย

  • รักแร้ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า ลดการทำงานของต่อมเหงื่อ ช่วยแก้ปัญหาเหงื่อออกมากผิดปกติ
  • น่องและต้นแขน ลดขนาดกล้ามเนื้อให้ดูเรียวเล็กขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปร่างโดยไม่ต้องผ่าตัด

ด้านสุขภาพ

  • ไมเกรน บรรเทาอาการปวดศีรษะจากไมเกรนโดยการลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อรอบศีรษะ
  • Office Syndrome คลายกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ เพื่อลดอาการปวดจากการทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

โบท็อก

ฉีดโบท็อกซ์ แต่ละตำแหน่งควรใช้ปริมาณเท่าไหร่ ?

ปริมาณโบท็อกซ์ที่ใช้ในแต่ละบริเวณขึ้นอยู่กับลักษณะกล้ามเนื้อและความต้องการของแต่ละบุคคล การใช้ในปริมาณที่เหมาะสมช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและปลอดภัย โดยปริมาณที่แนะนำในแต่ละจุดมีดังนี้

ใบหน้า

  • หน้าผาก 8-20 ยูนิต ลดริ้วรอยจากการขยับคิ้ว
  • รอยขมวดคิ้ว (Glabellar Lines) 10-25 ยูนิต ลดรอยย่นระหว่างคิ้ว
  • หางตา (Crow’s Feet) 6-15 ยูนิต ลดรอยตีนกา
  • ร่องแก้ม 8-16 ยูนิต ลดริ้วรอยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์
  • กราม (V-Shape Jawline Botox) 40-80 ยูนิต ลดขนาดกล้ามเนื้อกรามเพื่อปรับหน้าเรียว
  • ปีกจมูก 4-8 ยูนิต ลดการบานของปีกจมูก

ร่างกาย

  • รักแร้ (ลดเหงื่อ) 50-100 ยูนิต ลดการทำงานของต่อมเหงื่อ
  • น่อง 50-100 ยูนิต ลดขนาดกล้ามเนื้อให้ดูเรียวขึ้น
  • Office Syndrome (คอ บ่า ไหล่) 50-100 ยูนิต คลายกล้ามเนื้อลดอาการปวด

การใช้ปริมาณที่เหมาะสมและฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ ลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงจากการใช้โบท็อกซ์มากเกินไปครับ

ฉีดโบท็อกซ์ อันตรายไหม? ฉีดโบท็อกอย่างปลอดภัยควรรู้อะไรบ้าง ?

การฉีดโบท็อกซ์ถือว่าเป็นหัตถการที่ปลอดภัย หากใช้โบท็อกซ์ของแท้และฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม การฉีดโบท็อกซ์ที่ไม่ได้มาตรฐานอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น หนังตาตก กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรืออาการแพ้

วิธีฉีดโบท็อกซ์ให้ปลอดภัย

  • ตรวจสอบ คลินิกและแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาต มีประสบการณ์และเข้าใจโครงสร้างกล้ามเนื้อ
  • ใช้ โบท็อกซ์แท้ที่ผ่าน อย. ควรตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ ซีล และหมายเลขล็อต
  • เลี่ยงการฉีด ปริมาณที่มากเกินไป เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อแข็งตึงหรือไม่เป็นธรรมชาติ
  • หลีกเลี่ยง คลินิกราคาถูกผิดปกติ เพราะอาจใช้โบท็อกซ์ปลอมที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย

วิธีเช็กว่าโบท็อกซ์ ของแท้หรือของปลอม ก่อนฉีดต้องดูอะไรบ้าง

โบท็อกซ์คือการใช้ Botulinum toxin ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อคลายกล้ามเนื้ออย่างปลอดภัย ผลลัพธ์อยู่ที่ความเป็น ของแท้ แบบไร้ข้อกังขา ก่อนฉีดทุกครั้งหมออยากให้เช็กตามนี้ เพื่อไม่ให้เผลอเจอ โบท็อกซ์ปลอม ที่เสี่ยงต่อทั้งใบหน้าและสุขภาพระยะยาว

  • ดูตรงบรรจุภัณฑ์ให้ละเอียด กล่องต้องปิดสนิท ซีลแน่น ไม่มีรอยเปิด ข้อความบนฉลากคมชัด ไม่ล่องลอยหรือดูผิดสัดส่วน แบรนด์แท้ทุกตัวทำฉลากละเอียดมากจนสังเกตได้ชัดเจน

  • มีสติ๊กเกอร์ผู้นำเข้าและเลข อย. ตัวจริง โบท็อกซ์แท้ต้องมีชื่อบริษัทผู้นำเข้าเป็นภาษาไทย ตรวจเลข อย. ได้บนเว็บไซต์ หากไม่มีแม้แต่สติ๊กเกอร์เดียว ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนแรงมาก

  • Lot Number และวันหมดอายุต้องตรงกัน เลข Lot บนกล่องและบนขวดต้องเป็นชุดเดียวกัน ถ้าตัวเลขไม่แมตช์กัน ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นโบท็อกซ์ปลอมที่ถูกรีแพ็กมาแบบไม่ปลอดภัย

  • ลักษณะตัวยาต้องสมบูรณ์ ผง Botulinum toxin จะมีเศษผงบางๆ ก้นขวด สีใส ไม่ขุ่น และไม่จับตัวเป็นก้อน ลักษณะผิดปกติเพียงเล็กน้อยถือว่าไม่น่าไว้วางใจ

  • ทำกับคลินิกที่โปร่งใส ตรวจสอบได้จริง หมอที่ดีจะเปิดกล่องต่อหน้า เช็ก Lot ให้ดู และบันทึกข้อมูลไว้ทุกเคส เป็นความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนแรกก่อนการฉีด

การตรวจแค่ไม่กี่ข้อ แต่ช่วยให้มั่นใจว่าโบท็อกซ์ที่ฉีดเป็นของแท้ เห็นผลแบบพอดี และปลอดภัยกับใบหน้ามากที่สุด

โบท็อก

อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดโบท็อกซ์ปลอมที่ไม่ควรมองข้าม

เวลาเจอราคาโบท็อกซ์ถูกแบบผิดปกติ หลายคนอาจรู้สึกว่า ก็น่าลองปะ แต่ในฐานะแพทย์ที่เห็นเคสหลุดมาหลายแบบ หมอบอกตรงๆ ว่าโบท็อกซ์ปลอมคือของที่เล่นไม่ได้เลย โดยเฉพาะสารที่เลียนแบบ Botulinum toxin แบบไม่ได้มาตรฐาน ความเสี่ยงมันหนักกว่าที่คิดจริงๆ

  • รูปหน้าเปลี่ยนแบบไม่ตั้งใจ
    บางคนมาฉีดหวังให้หน้าตึง แต่กลับได้หนังตาตก ยิ้มแล้วค้าง หรือมุมปากตกแบบงงๆ เพราะสารแรงผิดปกติ ไหลไปโดนกล้ามเนื้อที่ไม่ควรแตะ แบบนี้แก้ยาวและกินใจสุด

  • ผิวพังเร็วมากจนต้องหยุดทุกกิจกรรม
    โบท็อกซ์ปลอมทำให้เกิดภาวะระคายเคืองเฉียบพลัน บวมแดงเหมือนผิวลุกขึ้นมาต่อว่า “นี่มันอะไรอะหมอ” เคสแบบนี้ต้องใช้เวลาฟื้นตัวและตามอาการใกล้ชิดมาก

  • ผลไม่ออกเลย เหมือนฉีดน้ำเปล่า
    หมอเจอหลายคนบ่นว่า ‘ไม่ขึ้น ไม่ตึง ไม่เปลี่ยนอะไรสักอย่าง’ เพราะโครงสร้างโปรตีนของสารปลอมไม่เสถียร สุดท้ายต้องกลับมาฉีดซ้ำ เสียเงินรอบสองแบบไม่สมควร

  • เสี่ยงดื้อยาในอนาคต
    นี่เป็นความเสี่ยงที่หลายคนไม่รู้ ถ้าสารปลอมมีโปรตีนปนเปื้อนเยอะ ร่างกายจะสร้างภูมิต้าน ทำให้เวลาใช้โบท็อกซ์แท้จริงๆ ร่างกายดันไม่ตอบสนอง เท่ากับเสียโอกาสในอนาคตไปแบบงงๆ

  • อันตรายต่อระบบประสาทและการหายใจ
    ในเคสรุนแรง สารปลอมสามารถออกฤทธิ์กระจาย ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงทั้งตัว เหนื่อยง่าย หรือหายใจลำบาก บอกเลยว่าเป็นภาวะที่ต้องส่งโรงพยาบาลแบบเร่งด่วน

โบท็อกซ์

ถ้าอยากฉีดโบท็อกซ์แบบมั่นใจว่าปลอดภัยจริง ทุกเคสที่คลินิกของเราใช้ ยาแท้ 100% เปิดขวดให้ดูต่อหน้าแบบชัดๆ ไม่มีผสม ไม่มีแบ่ง ไม่รีแพ็ก หมอตรวจ Lot ต่อหน้า และบันทึกให้ทุกคนเห็นแบบโปร่งใส เพราะความสวยต้องมากับความปลอดภัยเสมอ สามารถทักมาปรึกษาฟรีได้ที่ Line Official หรือ Inbox Facebook ได้เลยครับ

ฉีดโบท็อก ยี่ห้อไหนดี ? แต่ละยี่ห้ออยู่ได้นานแค่ไหน ?

โบท็อกซ์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันมีหลายยี่ห้อ โดยแต่ละแบรนด์มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการออกฤทธิ์ คุณสมบัติพิเศษ หรือความเหมาะสมกับตำแหน่งที่ฉีด ซึ่งตอนนี้มี 10 ยี่ห้อโบท็อกซ์ผ่านอย.ไทย (อัปเดตปี 2025) โดยทาง TBL Clinic จะมีให้แบรนด์ดังนี้

  1. Allergan (อัลเลอร์แกน) โบท็อกซ์ระดับพรีเมียมจาก สหรัฐอเมริกา ผ่าน อย.ไทย มีโมเลกุลที่บริสุทธิ์ ออกฤทธิ์นุ่มนวลเป็นธรรมชาติ อยู่ได้นาน 4-6 เดือน เหมาะกับฉีดริ้วรอยทั่วใบหน้าและลดกราม
  2. Dysport (ดิสพอร์ต) นำเข้าจาก อังกฤษ มีโมเลกุลเล็กกระจายตัวได้ดี เหมาะกับผู้ที่ต้องการให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและต้องการลดขนาดกล้ามเนื้อ เช่น กราม น่อง อยู่ได้นาน 4-6 เดือน
  3. Xeomin (ซีโอมิน) โบท็อกซ์จาก เยอรมนี มีจุดเด่นที่ไม่มีโปรตีนเจือปน ลดโอกาสดื้อยา เหมาะสำหรับฉีดลดริ้วรอยหน้าผาก หางตา กรอบหน้า อยู่ได้นาน 4-6 เดือน
  4. Nabota (นาโบตะ) โบท็อกซ์จาก เกาหลีใต้ ที่ผ่าน อย.ไทย มีความบริสุทธิ์สูง กระจายตัวดี ออกฤทธิ์ไว เหมาะกับการลดริ้วรอยและปรับรูปหน้า อยู่ได้นาน 4-5 เดือน
  5. Aestox (เอสท็อกซ์) โบท็อกซ์จาก เกาหลีใต้ คุณภาพสูง ลดโอกาสดื้อยา ออกฤทธิ์ได้ดีในบริเวณริ้วรอยทั่วหน้า อยู่ได้นาน 4-5 เดือน

เตรียมตัวอย่างไรก่อนฉีดโบท็อกซ์

การเตรียมตัวก่อนฉีดโบท็อกซ์เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง และทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยทั่วไปมีข้อแนะนำหลักที่ควรปฏิบัติดังนี้

  • งดยาและอาหารเสริมบางประเภท ควรงดยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน รวมถึงอาหารเสริมบางชนิด เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา โสม และกระเทียม อย่างน้อย 3-7 วันก่อนฉีด เพื่อลดความเสี่ยงของรอยช้ำ
  • งดแอลกอฮอล์และคาเฟอีน ควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีนอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนฉีด เพราะอาจทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้เกิดอาการบวมและช้ำมากขึ้น
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพักผ่อนให้เต็มที่ การดื่มน้ำและนอนหลับอย่างเพียงพอ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียง
  • ตรวจสอบคลินิกและแพทย์ที่ฉีด ควรเลือกคลินิกที่ได้รับการรับรอง และฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ พร้อมตรวจสอบว่ายี่ห้อโบท็อกซ์ที่ใช้ผ่านการรับรองจาก อย.

โบท็อก ราคาแพงไหม ? แต่ละจุดราคาเท่าไหร่บ้าง ?

การฉีดโบท็อกซ์เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในการลดริ้วรอยและปรับรูปหน้า โดยราคาจะแตกต่างกันไปตามยี่ห้อ ปริมาณที่ใช้ และตำแหน่งที่ฉีด 

  • สำหรับโบท็อกซ์ยี่ห้อ Allergan จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความบริสุทธิ์สูง ราคาจะสูงกว่ายี่ห้ออื่น โดยขนาด 100 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 15,000 บาท
  • โบท็อกซ์ยี่ห้อ Nabota จากเกาหลี ขนาด 100 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 7,000 บาท สำหรับการฉีดในตำแหน่งต่าง ๆ ราคาจะขึ้นอยู่กับปริมาณยูนิตที่ใช้ เช่น การฉีดลดกรามและปรับหน้าเรียว ใช้ประมาณ 50-100 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 6,999 บาท
  • การฉีดลดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก ใช้ประมาณ 30 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 3,000 บาท
  • การฉีดลดริ้วรอยหางตา ใช้ประมาณ 25 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 2,500 บาท
  • การฉีดลดเหงื่อบริเวณรักแร้ ใช้ประมาณ 100 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 7,500 บาท

โปรดทราบว่าราคาอาจแตกต่างกันไปตามคลินิกและโปรโมชั่นที่มีในแต่ละช่วงเวลา ควรทำการปรึกษาแพทย์หรือคลินิกที่ต้องการเข้าไปใช้บริการ เพื่อจะช่วยให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสมกับความต้องการของคุณได้ครับ

บทความแนะนำ : โบท็อก ราคาเท่าไหร่ ราคาแต่ละจุดฉีดต่างกันไหม มียี่ห้อไหนบ้าง ?

ฉีดโบท็อก ที่ไหนดี ? เลือกคลินิกอย่างไรให้ปลอดภัยและเห็นผลคุ้มค่า ?

การฉีดโบท็อกซ์เป็นหัตถการที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์ และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ดังนั้น การเลือกคลินิกที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง

หลักการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน

  1. ใบอนุญาตและการรับรอง คลินิกต้องได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข และดำเนินการโดยแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพถูกต้อง
  2. ใช้โบท็อกซ์แท้ 100% ตรวจสอบว่ายี่ห้อที่ใช้ผ่าน อย. ไทย และมีหมายเลขล็อตที่สามารถตรวจสอบกับบริษัทผู้ผลิตได้
  3. ประสบการณ์ของแพทย์ แพทย์ต้องมีความเชี่ยวชาญในการฉีดโบท็อกซ์ สามารถประเมินใบหน้าและกำหนดปริมาณยาได้อย่างเหมาะสม
  4. มาตรฐานการบริการ คลินิกต้องมีการให้คำปรึกษาก่อนฉีด มีการติดตามผลหลังฉีด และมีทีมแพทย์พร้อมดูแลหากเกิดภาวะแทรกซ้อน
  5. รีวิวจากผู้ใช้จริง ควรศึกษาผลลัพธ์จากรีวิวของลูกค้าจริง และดูภาพเปรียบเทียบก่อน-หลังฉีด

คำแนะนำ หลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อกซ์กับผู้ที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ หรือสถานพยาบาลที่มีราคาถูกผิดปกติ เพราะอาจเสี่ยงต่อการใช้สารปลอม หรือเทคนิคการฉีดที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่แก้ไขได้ยาก

รีวิวโบท็อก TBL Clinic

โบท็อก

สรุป ฉีดโบท็อกซ์ ลดริ้วรอย ผิวตึง ได้จริงไหม

โบท็อกซ์เป็นการใช้สาร Botulinum toxin ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อคลายการทำงานของกล้ามเนื้อที่หดตัวซ้ำๆ จนเกิดริ้วรอยตามหน้าผาก หางตา หรือระหว่างคิ้ว หลายคนสงสัยว่ามันช่วยให้ผิวตึงขึ้นจริงไหม คำตอบคือเห็นผลได้จริงในระดับที่ชัดเจน เพราะเมื่อกล้ามเนื้อหยุดเกร็ง ริ้วรอยที่เคยชัดก็จะค่อยๆ จาง ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ

แต่โบท็อกซ์ไม่ได้ทำให้ผิวยก แบบเครื่องมือยกกระชับนะครับ มันช่วยลดริ้วรอยจากการขยับหน้าเป็นหลัก เหมาะกับคนที่อยากให้หน้าดูซอฟต์ขึ้น ไม่เคร่ง ไม่ดุ และมีความเฟรชสไตล์เจน Z มากขึ้น สิ่งสำคัญคือเลือกโบท็อกซ์แท้ เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ตัวและปลอดภัย บวกกับการประเมินปริมาณยูนิตที่เหมาะกับใบหน้าแต่ละคน เมื่อทำครบองค์ประกอบ ผิวจะเรียบขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและดูเป็นธรรมชาติแบบที่ทุกคนชอบครับ

ถ้าอยากให้โบท็อกซ์ออกมาสวย เนียน และปลอดภัยตั้งแต่ครั้งแรก หมอแนะนำให้ประเมินกับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมใช้ยาแท้เท่านั้น เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้นานตามมาตรฐาน
สนใจอยากเช็กสภาพผิวหรือปรึกษาก่อนทำ สามารถทักมาปรึกษาฟรีได้ที่ Line Official หรือ Inbox Facebook ได้เลยครับ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โบท็อก

  1. โบท็อกซ์อยู่ได้นานแค่ไหน
    โดยทั่วไปอยู่ได้ประมาณ 3–6 เดือน แล้วแต่จุดที่ฉีดและการใช้กล้ามเนื้อของแต่ละคน
  2. ฉีดโบท็อกซ์เจ็บไหม
    เจ็บน้อยมาก ส่วนใหญ่รู้สึกเหมือนโดนเข็มจิ้มเบาๆ ใช้เวลาไม่นาน
  3. ฉีดโบท็อกซ์ช่วยให้หน้าเรียวจริงไหม
    ช่วยได้ในกรณีกล้ามเนื้อกรามใหญ่ เพราะโบท็อกซ์ทำให้กล้ามเนื้อหดเล็กลง จึงช่วยให้รูปหน้าเรียวขึ้น
  4. ฉีดโบท็อกซ์อันตรายไหม
    ปลอดภัยเมื่อใช้โบท็อกซ์แท้ ปริมาณถูกต้อง และฉีดโดยผู้มีความรู้ด้านกายวิภาค จุดเสี่ยงจะน้อยมาก
  5. ฉีดโบท็อกซ์เห็นผลเมื่อไหร่
    ริ้วรอยจะเริ่มจางภายใน 3–7 วัน และเข้าที่เต็มที่ประมาณ 14 วัน