บางครั้งกระจกก็สะท้อนอะไรบางอย่างที่เราไม่ทันสังเกต กรอบหน้าที่เคยคมเริ่มเบลอ แก้มที่เคยยกกลับหย่อนลง แต่งหน้าเท่าไหร่ก็เหมือนเครื่องไม่ติด ความมั่นใจที่เคยมีเลยค่อย ๆ หายไปแบบไม่รู้ตัว จนวันหนึ่งได้ลองศึกษาวิธีที่ไม่ต้องพักฟื้นนาน และพบว่าร้อยไหมก้างปลา คือทางออกที่ทั้งเห็นผลและปลอดภัยสำหรับคนยุคนี้จริงๆ
ร้อยไหมก้างปลาเป็นไหมละลายชนิดมีเงี่ยง ช่วยพยุงและยกกระชับชั้นผิวให้กลับมาตึงขึ้น พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ให้ผิวแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะมากสำหรับคนที่เริ่มมีปัญหาแก้มห้อย หน้าตอบ หรือกรอบหน้าไม่ชัด เพราะเทคนิคนี้ช่วยดึงผิวกลับเข้ารูปได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และใช้เวลาไม่นานในการทำ เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่อยากดูดีแบบไม่ต้องพักงานหลายวัน
ร้อยไหมก้างปลาช่วยได้ทั้งยกแก้ม ลดเหนียง ฟื้นความยืดหยุ่นของผิว และปรับกรอบหน้าให้กลับมาคมขึ้นอีกครั้ง เรียกได้ว่า กรอบหน้าคมขึ้นได้แบบไม่ต้องนอนพักยาว นี่แหละ คีย์ลับคืนความเฟิร์มที่หมออยากให้ทุกคนรู้ก่อนสายเกินไป
ร้อยไหมก้างปลา คืออะไร ทำงานยังไง ?
ร้อยไหมก้างปลา คือเทคนิคยกกระชับผิวด้วยไหมละลายชนิดมีเงี่ยง ซึ่งถูกออกแบบให้คล้ายก้างปลาเล็กๆ ช่วยเกี่ยวจับเนื้อเยื่อใต้ผิวให้เกิดแรงพยุง ทำให้ผิวที่เคยหย่อนคล้อยกลับมาตึงขึ้นทันทีบางส่วน และยังคงดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่รอบเส้นไหม ไหมก้างปลามีเงี่ยงช่วยเกี่ยวเนื้อเยื่อเพื่อยกผิว พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนให้แน่นขึ้น
ไหมก้างปลาต่างจากไหมเรียบตรงที่มีเงี่ยง ทำหน้าที่ยึดเกาะแน่นกว่า จึงให้ผลการยกกระชับที่ชัดเจนกว่าไหมเรียบ ซึ่งจะเหมาะกับการปรับผิวให้เรียบเนียนมากกว่า ในทางการแพทย์ เส้นไหมเหล่านี้จะค่อย ๆ ละลายภายใน 6–8 เดือน แต่ผลลัพธ์ของผิวแน่นเฟิร์มสามารถอยู่ต่อได้นานถึง 12–18 เดือน ยกทันทีบางส่วน และดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคอลลาเจนสร้างตัว
โครงสร้างไหมก้างปลาและชั้นผิวที่ทำงานด้วยกัน
ไหมก้างปลามีโครงสร้างพิเศษที่ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับ ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ซึ่งเป็นบริเวณที่เส้นคอลลาเจนอยู่มากที่สุด การฝังไหมในระดับนี้ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ยกกระชับและอยู่ทนกว่าไหมเรียบทั่วไป โดยหลักการทำงานสามารถสรุปได้ดังนี้
- เงี่ยงของไหม ทำหน้าที่ “เกี่ยวและพยุงผิว” เหมือนตะขอขนาดเล็ก ดึงชั้นผิวที่หย่อนให้ยกกลับเข้าที่
- โครงสร้างเส้นไหมละลาย (PDO/PCL) กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ ช่วยให้ผิวแน่นขึ้นจากภายใน
- เมื่อเวลาผ่านไป เส้นไหมจะละลายไปเอง แต่ผิวยังคงยกกระชับต่อเนื่องเพราะคอลลาเจนใหม่ทำงานแทน
ไทม์ไลน์ผลลัพธ์หลังทำ 0–12 สัปดาห์
หลังร้อยไหมก้างปลา ผิวจะเริ่ม “ยกทันทีบางส่วน” จากแรงพยุงของเงี่ยงไหมที่เกี่ยวชั้นผิวไว้ ทำให้เห็นกรอบหน้าชัดขึ้นระดับหนึ่งตั้งแต่วันแรก แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นในช่วง 4–12 สัปดาห์ เพราะช่วงนี้ร่างกายจะเริ่มกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่รอบเส้นไหม ทำให้ผิวแน่น เรียบ และกระชับขึ้นเรื่อยๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
โดยทั่วไปจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดสุดประมาณสัปดาห์ที่ 8–12 และอยู่ได้นานราว 12–18 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดไหมและการดูแลหลังทำ เช่น งดการนวดหน้าแรง ๆ หรือนอนตะแคงช่วงแรก หมอเรียกช่วงนี้ว่า Golden Phase ที่คอลลาเจนกำลังสร้างตัวเต็มที่และผิวเริ่มเข้าที่สวยพอดี
ร้อยไหมก้างปลา เหมาะกับใคร และเคสไหนควรเลี่ยง
ร้อยไหมก้างปลาเป็นหัตถการที่ออกแบบมาเพื่อรีเซ็ตกรอบหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับคนที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย แต่อยากยกกระชับแบบเห็นผลเร็วและพักฟื้นน้อย การประเมินว่าใครเหมาะหรือควรเลี่ยงจึงสำคัญมาก เพราะการร้อยไหมที่แม่นยำต้องอาศัยความเข้าใจทั้งชั้นผิวและสรีรวิทยาใบหน้าอย่างละเอียด
เหมาะกับใคร
- คนที่เริ่มมีแก้มห้อยหรือกรอบหน้าเบลอ แต่ผิวยังไม่หย่อนมากจนต้องศัลยกรรม
- คนที่ต้องการยกมุมปาก แก้ม หรือแนวกรามให้กลับมาเข้ารูป
- วัยทำงานที่อยากดูสดชื่นขึ้นโดยไม่ต้องหยุดงานหลายวัน
- ผู้ที่เคยทำ HIFU หรือ Thermage แล้วอยากเสริมการยกให้คงรูปนานขึ้น
- คนที่ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวแน่นขึ้นและดูอ่อนเยาว์กว่าก่อนทำ
เคสที่ควรเลี่ยง
- ผู้ที่มีปัญหาเลือดออกง่าย หรือรับประทานยาละลายลิ่มเลือด
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่กระทบต่อการสมานแผล เช่น เบาหวานควบคุมไม่ได้
- ผิวอักเสบ ติดเชื้อ หรือมีสิวอักเสบในบริเวณที่จะทำ
- ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรรอจนกว่าระดับฮอร์โมนจะคงที่
- ผู้ที่ผิวบางมากหรือเคยร้อยไหมถี่เกินไป เพราะอาจทำให้เกิดพังผืด
จุดยอดนิยมในการร้อยไหมก้างปลา
จุดที่คนนิยมร้อยไหมก้างปลามากที่สุด มักเป็นบริเวณที่เริ่มเห็นสัญญาณ “ผิวหย่อน” ก่อนส่วนอื่น ซึ่งการเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมจะช่วยให้ผลลัพธ์ยกกระชับดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง และยังช่วยปรับรูปหน้าให้เข้ารูปขึ้นโดยรวม หมอจะเลือกตำแหน่งตามแนวแรงโน้มถ่วงของผิวและโครงสร้างชั้นไขมันแต่ละบุคคล โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มดังนี้
- กรอบหน้า (Jawline Lift)
• จุดยอดนิยมอันดับต้น ๆ เพราะช่วยยกแนวกรามให้ชัด ลดความหย่อนของข้างแก้ม
• เหมาะกับคนที่เริ่มรู้สึกว่าหน้ากลม หรือเห็นเหนียงชัดขึ้นเวลาเซลฟี่ - แก้มส่วนกลาง (Mid-face Lift)
• ใช้ยกพยุงเนื้อแก้มให้ยกกลับขึ้นไปในแนวธรรมชาติ
• ช่วยให้ผิวแน่นขึ้น ใบหน้าดูสดใสขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งฟิลเลอร์มากเกินไป - มุมปากและร่องน้ำหมาก (Corner & Marionette Lines)
• ลดรอยย้อยของมุมปากที่ทำให้ดูเศร้า
• เหมาะกับคนที่อยากให้หน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นแบบไม่ต้องผ่าตัด - แก้มล่าง–เหนียง (Lower Face & Submental Area)
• ช่วยยกบริเวณเหนียงให้ตึงขึ้น เพิ่มความคมชัดของคางและลำคอ
ร้อยไหมก้างปลา มีกี่แบบ ?
ไหมก้างปลาที่ใช้ในคลินิกปัจจุบันมีหลายแบบ แตกต่างกันทั้งวัสดุและรูปทรงของเงี่ยง ซึ่งแต่ละชนิดถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสภาพผิวและจุดประสงค์ที่ต่างกัน โดยหลัก ๆ จะมี 3 ประเภทที่ใช้กันมากในวงการแพทย์ความงาม
- ไหม PDO (Polydioxanone) – นิยมที่สุด เห็นผลยกกระชับเร็ว อยู่ได้ราว 8–12 เดือน เหมาะกับคนเริ่มมีผิวหย่อนเล็กน้อย
- ไหม PLLA (Poly-L-Lactic Acid) – เน้นกระตุ้นคอลลาเจนได้ลึก ผิวยืดหยุ่นดีขึ้นในระยะยาว
- ไหม PCL (Polycaprolactone) – เกรดพรีเมียม อยู่ได้นานถึง 18–24 เดือน เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนมากหรือต้องการผลลัพธ์ที่คงทน
บทความแนะนำ : ร้อยไหมมีกี่แบบ ? เจาะลึกทุกชนิดไหม พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับคุณ
ลักษณะของไหมก้างปลาที่ดีที่สุด
ไหมก้างปลาที่ดีไม่ใช่แค่มีเงี่ยง แต่ต้องถูกออกแบบอย่างแม่นยำทั้งด้านวัสดุ โครงสร้าง และทิศทางการเกี่ยวเนื้อ เพื่อให้ยกกระชับได้แน่นและไม่บาดผิว หมอสรุปลักษณะของไหมก้างปลาที่ถือว่าดีที่สุดในเชิงการแพทย์และความปลอดภัยไว้ดังนี้
- วัสดุเกรดทางการแพทย์ (Medical-grade polymer) – เช่น PDO, PLLA หรือ PCL ที่ผ่าน อย. ปลอดภัยต่อร่างกายและสามารถละลายได้เองตามเวลา
- เงี่ยงสองทิศทาง (Bi-directional Cogs) – ช่วยเกี่ยวพยุงผิวได้แน่นจากทั้งสองด้าน ทำให้ผิวตึงขึ้นโดยไม่เกิดรอยดึง
- เส้นไหมมีความยืดหยุ่นสูง – รองรับการเคลื่อนไหวของใบหน้าโดยไม่รู้สึกตึงหรือแข็ง
- การผลิตด้วยเทคโนโลยีขึ้นรูปคมชัด (3D molding) – เงี่ยงจะคมแต่ไม่บาด ลดโอกาสบวมช้ำหลังทำ
- ผ่านการฆ่าเชื้อและบรรจุปลอดอากาศ (Sterile packaging) – ลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้มาก
ร้อยไหมก้างปลา อยู่ได้นานแค่ไหน ?
ระยะเวลาที่ผลลัพธ์ของการร้อยไหมก้างปลาจะอยู่ได้นาน ขึ้นอยู่กับชนิดของไหมและสภาพผิวของแต่ละคนโดยเฉลี่ยจะอยู่ได้นานประมาณ 12–18 เดือน หลังทำเส้นไหมจะค่อย ๆ ละลายไปภายใน 6–8 เดือน แต่ช่วงเวลานั้นร่างกายจะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวยังแน่นและยกกระชับต่อเนื่อง แม้ไหมจะละลายหมดแล้วก็ตาม สำหรับคนที่ดูแลผิวดี ไม่สูบบุหรี่ และนอนหลับเพียงพอ ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานกว่าเฉลี่ย ส่วนผู้ที่มีผิวหย่อนมากอาจต้องทำซ้ำปีละ 1 ครั้ง เพื่อคงความกระชับและรูปหน้าเรียวเข้าที่อยู่เสมอ
ร้อยไหมก้างปลา แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร ?
ไหมก้างปลามีหลายชนิด โดยแต่ละแบบถูกออกแบบให้เหมาะกับปัญหาผิวและระดับการหย่อนคล้อยที่แตกต่างกัน ซึ่งวัสดุหลักของไหมจะเป็นตัวกำหนดทั้งความยืดหยุ่น ระยะเวลาการละลาย และการกระตุ้นคอลลาเจนของผิว
- ไหม PDO (Polydioxanone) – เป็นไหมยอดนิยมที่ให้ผลยกกระชับเร็ว อยู่ได้ประมาณ 8–12 เดือน เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มมีผิวหย่อนหรืออยากปรับกรอบหน้าให้ชัดขึ้น
- ไหม PLLA (Poly-L-Lactic Acid) – จุดเด่นคือกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดี ผิวแน่นขึ้นเรื่อย ๆ หลังทำ เหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์ระยะกลาง อยู่ได้ราว 12–18 เดือน
- ไหม PCL (Polycaprolactone) – มีความยืดหยุ่นสูงสุดและอยู่ได้นานสุดประมาณ 18–24 เดือน ให้ผลยกกระชับนุ่มนวล ดูเป็นธรรมชาติ เหมาะกับเคสผิวบางหรือผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ระยะยาว
ไหมก้างปลาเส้นใหญ่ เงี่ยงใหญ่ จะละลายช้า อยู่ได้นานขึ้น
ไหมก้างปลามีหลายขนาด ซึ่งเส้นใหญ่และเงี่ยงใหญ่ จะมีคุณสมบัติในการยกพยุงผิวได้แน่นกว่า และละลายช้ากว่าไหมขนาดเล็ก ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก เพราะแรงพยุงของไหมชนิดนี้สามารถดึงผิวให้กลับมาตึงได้ชัดเจนกว่า
เงี่ยงที่ใหญ่จะช่วยเกี่ยวเนื้อเยื่อได้มั่นคงมากขึ้น จึงยกผิวในแนวขวางได้ดีและลดโอกาสการคลายตัวก่อนเวลา ขณะเดียวกันการละลายของไหมเส้นใหญ่จะใช้เวลาราว 12–18 เดือน ซึ่งร่างกายจะค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนใหม่รอบเส้นไหมตลอดช่วงนั้น ส่งผลให้ผิวยังแน่นและกระชับต่อเนื่องแม้ไหมละลายหมดแล้ว ทำให้กรอบหน้าคมและได้รูปนานกว่าปกติ
ไหมก้างปลา ควรความยืดหยุ่นสูง
ไหมก้างปลาที่ดีควรมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อให้เคลื่อนไหวไปพร้อมกับการแสดงสีหน้าตามธรรมชาติของเรา โดยเฉพาะบริเวณที่มีการขยับบ่อย เช่น แก้ม มุมปาก หรือกราม หากไหมแข็งเกินไปอาจทำให้รู้สึกตึง ผิวดูแข็ง หรือเกิดรอยดึงเมื่อยิ้มได้
ไหมที่มีความยืดหยุ่นดีจะช่วยให้แรงยกพยุงกระจายตัวสม่ำเสมอ ลดแรงกดในจุดเดียว และทำให้ผลลัพธ์ดูเนียนกลืนไปกับผิวมากขึ้น อีกทั้งยังลดความเสี่ยงต่อการบวมและช้ำหลังทำ หมอจึงมักเลือกไหมชนิด PCL หรือ PLLA ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงกว่าชนิดทั่วไป เหมาะกับคนที่ต้องการความกระชับแบบดูธรรมชาติ และยังคงเคลื่อนไหวใบหน้าได้ลื่นไหลทุกองศา
ไหมก้างปลา ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
ไหมก้างปลาที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน มักเป็นไหมที่ผลิตจากวัสดุอย่าง PDO, PLLA หรือ PCL ซึ่งเมื่อฝังลงในชั้นผิว ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินรอบเส้นไหม เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ กระบวนการนี้จะค่อยๆ เกิดขึ้นในช่วง 4–12 สัปดาห์หลังทำ ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ไหมก้างปลาไม่ได้เพียงช่วยยกกระชับจากแรงพยุงของเงี่ยงเท่านั้น แต่ยังช่วย “ฟื้นคืนคุณภาพผิวจากภายใน” จึงเหมาะกับคนที่อยากให้ผิวดูแน่น สดใส และอ่อนเยาว์ขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งฟิลเลอร์มากเกินไป ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานขึ้นตามปริมาณคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างได้ต่อเนื่อง
เปรียบเทียบไหมยอดนิยมในปี 2026 เลือกยังไงให้ตรงจุด
ในปี 2026 เทคโนโลยีร้อยไหมพัฒนาไปไกลกว่าเดิมมาก ทั้งในด้านวัสดุ การออกแบบเส้นไหม และเทคนิคการยกผิวให้ดูธรรมชาติที่สุด ซึ่งตอนนี้ไหมยอดนิยมที่หมอใช้บ่อยและผลตอบรับดี มีอยู่ 3 กลุ่มหลัก คือ ไหมก้างปลา (Cog Thread) ไหมมิ้นท์ (Mint Lift) และ ไหมตาข่าย (Tesslift Soft) โดยแต่ละชนิดมีจุดเด่นเฉพาะตัวที่เหมาะกับเคสต่างกัน
| ประเภทไหม | วัสดุ | จุดเด่น | เหมาะกับเคส | ระยะเวลาอยู่ตัว |
| ไหมก้างปลา (Cog Thread) | PDO / PLLA / PCL | มีเงี่ยงเกี่ยวพยุงผิว กระตุ้นคอลลาเจนได้ดี ให้ผลยกชัดตั้งแต่ต้น | คนเริ่มมีแก้มห้อย กรอบหน้าเบลอ อยากยกโดยไม่ต้องพักฟื้นนาน | 12–18 เดือน |
| ไหมมิ้นท์ (Mint Lift) | PDO เกรดพรีเมียม ผ่าน KFDA | มีเงี่ยงแบบสามมิติ (360°) ยึดผิวแน่น ยกได้แรง เหมาะกับผิวหย่อนระดับปานกลางถึงมาก | คนที่ต้องการยกกรอบหน้าแน่นแบบเห็นชัดและอยู่ทนนาน | 18–24 เดือน |
| ไหมตาข่าย (Tesslift Soft) | PDO ชนิดถักเป็นโครงตาข่าย | มีโครงสร้าง 4D ยึดเกาะได้ทั่วบริเวณ กระตุ้นคอลลาเจนลึกและทั่วกว่าไหมทั่วไป | คนที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้แน่นทั่วใบหน้า ไม่เน้นยกจุดเดียว | 12–18 เดือน |
โดยสรุป หากต้องการยกแก้มชัดและเห็นผลไวไหมก้างปลา จะตอบโจทย์ได้ดี ส่วนคนที่ต้องการความอยู่ทนนานและโครงหน้าคมแน่นขึ้น แนะนำไหมมิ้นท์ แต่ถ้าอยากให้ผิวโดยรวมดูแน่น ฟู และอิ่มน้ำมากขึ้นไหมตาข่าย จะให้ผลธรรมชาติที่สุด ทั้งหมดนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนร้อยไหมให้เหมาะกับโครงหน้าและสภาพผิวของแต่ละคน
เปรียบเทียบไหมก้างปลา vs เทคนิคยกกระชับหน้าอื่นๆ
การยกกระชับหน้าในยุคนี้ไม่ได้มีแค่ร้อยไหมก้างปลา แต่ยังมีเทคโนโลยีอีกหลายแบบที่ช่วยคืนความตึงให้ผิว เช่น HIFU, Ultherapy, Morpheus 8 หรือแม้แต่การใช้ฟิลเลอร์กรอบหน้า ซึ่งแต่ละเทคนิคทำงานต่างกันทั้งในระดับชั้นผิวและกลไกการยก โดยไหมก้างปลาจะเน้นยกเชิงกลทันที
ด้วยแรงพยุงจากเงี่ยงไหม ขณะที่พลังงานกลุ่ม HIFU หรือ Morpheus 8 จะค่อย ๆ กระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวแน่นขึ้นภายในเวลา ส่วนฟิลเลอร์เน้นเติมโครงสร้างเพื่อคืนมิติใบหน้า ปัจจุบันหมอนิยมวางแผนแบบไฮบริดทรีตเมนต์ ผสมเทคนิคหลายอย่างเพื่อผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและคงรูปได้นานกว่าเดิม
ไหมก้างปลา vs HIFU/Ultherapy/Morpheus 8
ไหมก้างปลา และเทคโนโลยีอย่าง HIFU, Ultherapy หรือ Morpheus 8 ต่างก็ช่วย “ยกกระชับผิว” แต่กลไกทำงานและผลลัพธ์ที่ได้มีความต่างกัน หมอสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ แบบ bullet ดังนี้
ไหมก้างปลา (Thread Lift)
- ใช้แรง “ยกเชิงกล” จากเงี่ยงไหมที่เกี่ยวและพยุงชั้นผิวให้ตึงขึ้นทันที
- เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก
- เห็นผลหลังทำทันทีบางส่วน และดีขึ้นต่อเนื่องจากการสร้างคอลลาเจนรอบเส้นไหม
- ให้กรอบหน้าชัด ลดแก้มห้อย เห็นผลยาว 12–18 เดือน
HIFU / Ultherapy / Morpheus 8 (Energy-based Lift)
- ใช้พลังงานอัลตราซาวด์หรือคลื่นวิทยุกระตุ้นคอลลาเจนในชั้น SMAS
- เน้น “ฟื้นฟูจากภายใน” ให้ผิวแน่นขึ้นโดยไม่ต้องใช้ไหม
- เหมาะกับผิวเริ่มหย่อนเล็กน้อย หรือใช้ควบคู่กับไหมเพื่อผลลัพธ์ที่อยู่ทนนานกว่า
- ผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดขึ้นในช่วง 4–12 สัปดาห์หลังทำ
H3: ไหมก้างปลา vs ฟิลเลอร์กรอบหน้า
- ไหมก้างปลา (Thread Lift – ยกผิว)
เทคนิคยกกระชับที่ใช้ไหมละลายชนิดมีเงี่ยงฝังในชั้นผิวหนังแท้ เพื่อดึงยกและพยุงเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยให้กลับมาตึงขึ้นทันที เงี่ยงไหมจะทำหน้าที่คล้ายตะขอเล็ก ๆ ช่วยเกี่ยวผิวในแนวที่ต้องการ พร้อมกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่รอบเส้นไหม ทำให้ผิวแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ผลลัพธ์คือใบหน้าดูเรียวขึ้น กรอบหน้าชัด ลดความหย่อนคล้อยได้โดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับคนที่มีปัญหาแก้มห้อย เหนียง หรือผิวเริ่มหย่อนในช่วงวัย 30 ขึ้นไ
- ฟิลเลอร์กรอบหน้า (Filler Contouring – เติมมิติ)
เทคนิคปรับรูปหน้าโดยการฉีดสารไฮยาลูโรนิกแอซิด (HA) เติมเต็มในจุดที่ขาดวอลุ่ม เช่น กรอบกราม คาง หรือข้างแก้ม เพื่อเสริมโครงสร้างใบหน้าให้ได้สัดส่วนและมิติที่ชัดขึ้น ฟิลเลอร์ช่วยให้ใบหน้าดูละมุนและอ่อนเยาว์ขึ้น เหมาะกับคนที่หน้าตอบ กรอบหน้าไม่ชัด หรือมีปัญหาความไม่สมดุลของโครงหน้า ผลลัพธ์อยู่ได้ราว 12–24 เดือน และสามารถทำร่วมกับการร้อยไหมเพื่อให้ได้ทั้ง “ความยกและความคม” อย่างลงตัว
ร้อยไหมไม่เห็นผล เกิดจากอะไรได้บ้าง
หลายคนร้อยไหมแล้วรู้สึกว่าไม่เห็นผล หรือผิวยังดูไม่กระชับเท่าที่หวัง ทั้งที่ทำกับคลินิกจริง ความจริงแล้วสาเหตุมีได้หลายปัจจัย ซึ่งหมอขอสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้
- เลือกชนิดไหมไม่เหมาะกับสภาพผิว เช่น ใช้ไหมเส้นเล็กกับผิวที่หย่อนมากเกินไป หรือใช้ไหมเงี่ยงสั้นในบริเวณที่ต้องการแรงยกสูง ทำให้ผลลัพธ์ยกได้ไม่ชัด
- เทคนิคการวางไหมไม่ถูกทิศทาง เส้นไหมต้องถูกฝังตามแนวแรงโน้มของผิวและชั้นเนื้อเยื่อที่เหมาะสม หากวางผิดชั้นหรือมุมยกไม่ตรง ผิวจะไม่เกิดแรงพยุงเพียงพอ
- ผิวหรือไขมันใต้ผิวบางเกินไป เคสที่ผิวบางมากหรือไขมันน้อยเกินไป ไหมอาจไม่สามารถเกี่ยวหรือดึงเนื้อได้แน่นเท่าที่ควร
- คาดหวังผลลัพธ์เกินจริงหรือไม่ได้ทำร่วมกับเทคนิคอื่น ผิวที่หย่อนมากอาจต้องใช้ร่วมกับ HIFU, ฟิลเลอร์ หรือ Morpheus 8 เพื่อเสริมแรงยกให้ครบมิติ
- ดูแลหลังทำไม่ถูกวิธี เช่น นวดหน้าแรง หรือนอนตะแคงในช่วงแรก อาจทำให้ไหมคลายตัวเร็ว
ความเสี่ยงที่ควรรู้ในการทำ ร้อยไหมก้างปลา และวิธีลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
การร้อยไหมก้างปลาเป็นหัตถการที่ปลอดภัยและเห็นผลจริงเมื่ออยู่ในมือแพทย์ที่มีประสบการณ์ แต่เช่นเดียวกับการทำหัตถการทุกชนิด ก็ยังมีความเสี่ยง ที่ควรรู้และเตรียมตัวให้พร้อม หมอสรุปประเด็นสำคัญเพื่อให้เข้าใจง่ายและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนดังนี้
- รอยช้ำ บวม หรือรอยนูนใต้ผิว มักเกิดจากการบวมของเนื้อเยื่อชั่วคราวหลังร้อยไหม แนะนำประคบเย็น 24 ชั่วโมงแรก และหลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรง ๆ ในช่วงสัปดาห์แรก
- ไหมคลายหรือหลุดเร็ว มักเกิดจากการขยับใบหน้าบ่อย หรือวางไหมผิดชั้น ควรเลือกแพทย์ที่เข้าใจแนวแรงยกและสรีรวิทยาใบหน้าอย่างแม่นยำ
- ผิวไม่เรียบหรือมีรอยย่นชั่วคราว เกิดจากการดึงผิวมากเกินไปในบางจุด ซึ่งจะดีขึ้นเองเมื่อไหมเริ่มคลายและผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ใน 2–4 สัปดาห์
- การติดเชื้อหรืออักเสบ พบได้น้อยแต่ควรระวัง โดยควรเลือกคลินิกที่ผ่านมาตรฐานความสะอาด ใช้อุปกรณ์ปลอดเชื้อ และแพทย์สวมถุงมือ sterile ทุกครั้ง
- ปวดตึงหรือรู้สึกจี๊ดๆ ใต้ผิว เป็นอาการปกติในช่วง 3–7 วันแรกจากการดึงของเส้นไหม สามารถรับประทานยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่งได้
หลังร้อยไหมก้างปลา กี่วันถึงเข้าที่ และบวมนานไหม
หลังร้อยไหมก้างปลา ส่วนใหญ่จะเริ่มเห็นผลยกกระชับได้ทันทีบางส่วนจากแรงพยุงของเงี่ยงไหม แต่จะ เข้าที่จริง ประมาณ 3–4 สัปดาห์ เมื่อร่างกายเริ่มสร้างคอลลาเจนใหม่รอบเส้นไหม ทำให้ผิวแน่นและกระชับขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงแรกอาจมีอาการบวมเล็กน้อยประมาณ 3–7 วัน แล้วค่อยๆ ยุบลงตามธรรมชาติ
อาการตึงหรือจี๊ดใต้ผิวในช่วงแรกถือเป็นปกติ เพราะเส้นไหมกำลังยึดเนื้อเยื่อเข้าที่ ควรหลีกเลี่ยงการนวดหน้า การแสดงสีหน้าหนัก ๆ หรือก้มศีรษะนานๆ ในช่วง 1 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นผิวจะเริ่มเข้ารูปและเรียบขึ้นอย่างชัดเจน เห็นผลเต็มที่ในช่วง เดือนที่ 2–3 ซึ่งเป็นช่วงคอลลาเจนกำลังฟื้นตัวสูงสุด
ร้อยไหมก้างปลาเจ็บไหม ?
ร้อยไหมก้างปลาเป็นหัตถการที่ไม่เจ็บอย่างที่หลายคนคิด เพราะก่อนทำแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะจุดหรือยาชาแบบครีมทาให้ทั่วบริเวณที่จะร้อยไหม ทำให้ระหว่างทำรู้สึกเพียง “ตึง ๆ หรือจี๊ดเล็กน้อย” ตอนไหมเคลื่อนผ่านชั้นผิวเท่านั้น อาการนี้มักอยู่ไม่นานและหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังทำ
หลังร้อยไหมอาจรู้สึกตึงใบหน้าในช่วง 3–5 วันแรก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าไหมกำลังดึงพยุงผิวให้ยกเข้าที่ หากรู้สึกตึงมากสามารถประคบเย็นได้ โดยทั่วไปอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปภายในสัปดาห์แรก หมอแนะนำให้พักผิว งดออกกำลังกายหนัก และไม่ควรนวดหน้าในช่วง 7 วัน เพื่อให้ไหมยึดเกาะได้สมบูรณ์และเห็นผลยกกระชับชัดที่สุด
ร้อยไหมก้างปลา สามารถร้อยซ้ำได้ไหม ?
ร้อยไหมก้างปลาสามารถร้อยซ้ำได้ครับ แต่ต้องอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยทั่วไปหมอจะแนะนำให้ร้อยซ้ำหลังจากครั้งก่อนประมาณ 12–18 เดือน หรือเมื่อคอลลาเจนที่เคยสร้างเริ่มลดลง การร้อยซ้ำช่วยเสริมแรงพยุงผิวให้กลับมาตึงและคงรูปนานขึ้น โดยไม่กระทบต่อไหมชุดเดิมที่ละลายไปแล้ว
ในบางเคสสามารถร้อยเติมบางส่วนได้หลัง 6 เดือน หากต้องการปรับจุดเล็กๆ เช่น แก้มหรือกรอบหน้า แต่ต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์เพื่อป้องกันการร้อยทับแนวไหมเดิมมากเกินไป การร้อยไหมซ้ำที่ถูกจังหวะจะช่วยให้ผิวแน่น ยกกระชับต่อเนื่อง และคงผลลัพธ์ได้ยาวนานอย่างเป็นธรรมชาติ
ร้อยไหมก้างปลา แล้วจะเกิดพังผืดจริงไหม ?
ร้อยไหมก้างปลามีโอกาสเกิดพังผืดได้ แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างพังผืดตามกลไกปกติของร่างกาย กับพังผืดที่เป็นภาวะแทรกซ้อนจริง ๆ โดยทั่วไปหลังร้อยไหม ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใหม่มาห่อหุ้มเส้นไหม ซึ่งเป็นกระบวนการสมานตัวปกติ ไม่ถือว่าอันตราย
แต่ถ้ามีการร้อยไหมซ้ำบ่อยเกินไปในจุดเดิม หรือใช้ไหมจำนวนมากเกินจำเป็น อาจทำให้เกิดพังผืดแข็งใต้ผิว ส่งผลให้ผิวดูหนาไม่เรียบได้ในบางราย หมอแนะนำให้เว้นระยะร้อยไหมอย่างน้อย 12 เดือน และเลือกแพทย์ที่เข้าใจโครงสร้างชั้นผิวเพื่อวางแนวไหมอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงพังผืดและได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัย ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด
ร้อยไหมก้างปลา ใช้กี่เส้น ?
จำนวนไหมก้างปลาที่ใช้ขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนของผิว และ บริเวณที่ต้องการยกโดยทั่วไปหมอจะประเมินจากโครงสร้างใบหน้าและแรงพยุงที่ต้องใช้ เพื่อให้ผลลัพธ์ยกกระชับออกมาดูเป็นธรรมชาติที่สุด
โดยเฉลี่ยจะใช้ประมาณ 6–10 เส้นต่อข้าง สำหรับคนที่ผิวเริ่มหย่อนเล็กน้อย และอาจเพิ่มเป็น 12–20 เส้นต่อข้าง หากมีแก้มห้อยหรือกรอบหน้าเบลอมากขึ้น ส่วนเคสยกเหนียงหรือลำคอ อาจใช้ไหมเส้นใหญ่ที่มีแรงพยุงสูงแทนการเพิ่มจำนวนเส้น ทั้งนี้แพทย์จะเลือกความยาว ขนาด และชนิดไหมให้เหมาะกับแต่ละจุด เพื่อให้การยกดูพอดี ไม่แข็ง และยังคงเคลื่อนไหวใบหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ร้อยไหมก้างปลา ราคาเท่าไหร่ ?
ร้อยไหมก้างปลามีราคาค่อนข้างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับชนิดของไหม (PDO, PLLA, PCL) จำนวนเส้น และเทคนิคการวางไหมของแพทย์ โดยราคากลางในคลินิกมาตรฐานจะอยู่ที่ประมาณ 8,000–25,000 บาทต่อเคส หรือเฉลี่ย เส้นละ 500–1,500 บาท สำหรับเคสยกทั้งกรอบหน้าอาจใช้ไหม 12–20 เส้นต่อข้าง
ไหมพรีเมียมอย่าง PCL หรือ Mint Lift ที่ให้ผลอยู่ทนนานขึ้น ราคาจะสูงกว่าไหมทั่วไปเล็กน้อย แต่ให้ผลยกกระชับนานถึง 18–24 เดือน หมอแนะนำให้เลือกคลินิกที่ใช้ไหมแท้ มี อย. และแจ้งราคาชัดเจนก่อนทำ เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เห็นจริง
สรุป ร้อยไหมก้างปลา ดีจริงไหม
ร้อยไหมก้างปลาดีจริง สำหรับคนที่ต้องการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด และอยากเห็นผลเร็วแบบไม่ต้องพักฟื้นนาน เพราะไหมชนิดนี้มีเงี่ยงช่วยพยุงชั้นผิวให้ยกทันที พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ให้ผิวแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดในช่วง 4–12 สัปดาห์ และอยู่ได้เฉลี่ย 12–18 เดือน
แม้ไม่ใช่เทคนิคที่เหมาะกับทุกคน แต่หากเลือกทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญ เลือกไหมแท้ที่ได้มาตรฐาน และประเมินโครงหน้าถูกต้อง ก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและคุ้มค่าได้จริง เหมาะกับคนที่อยากรีเฟรชผิวให้ยกเรียวโดยไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นหลายวัน ถือเป็นเทคนิครีเซ็ตกรอบหน้าที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในปี 2025–2026
ที่ TBL Clinic เราเลือกใช้เฉพาะ ไหมมิ้น (Mint Lift) ซึ่งเป็นไหมพรีเมียมจากเกาหลี ผ่านการรับรองจาก KFDA และ อย. ไทย มีเงี่ยง 360° ยึดเกาะผิวได้แน่น ให้ผลยกกระชับชัดและอยู่ได้นานกว่าไหมทั่วไป เหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกรอบหน้าให้คมชัดโดยไม่ต้องพักฟื้นยาว หมอออกแบบแนวไหมเฉพาะบุคคลเพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ สวยแบบสมดุลทุกมิติ
เพราะเราเชื่อว่า การยกหน้าไม่ควรแค่ตึง แต่ต้องตึงอย่างสวย และปลอดภัย ปรึกษาหมอที่ TBL Clinic เพื่อวางแผนยกกระชับด้วยไหมมิ้นอย่างเหมาะสมกับใบหน้าคุณได้เลย
สามารถทักมาปรึกษาฟรีได้ที่ Line Official หรือ Inbox Facebook
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ร้อยไหมก้างปลา
- ร้อยไหมก้างปลาช่วยอะไรได้บ้าง
ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย ลดแก้มห้อย เหนียง กรอบหน้าเบลอ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ - ร้อยไหมก้างปลาอยู่ได้นานแค่ไหน ต้องทำซ้ำเมื่อไร
ผลลัพธ์อยู่ได้เฉลี่ย 12–18 เดือน ควรร้อยซ้ำทุก 1–1.5 ปี เพื่อคงความกระชับและรูปหน้าเข้าที่ต่อเนื่อง - ร้อยไหมก้างปลาบวมช้ำนานไหม ใช้ชีวิตประจำวันได้ไหม
อาจมีบวมเล็กน้อย 3–7 วันแรก หลังจากนั้นสามารถใช้ชีวิตประจำวันและแต่งหน้าได้ตามปกติ - ร้อยไหมก้างปลาต่างจาก HIFU หรือฟิลเลอร์ยังไง
ร้อยไหมเน้น “ยกผิว” ด้วยแรงเงี่ยงไหม ส่วน HIFU กระตุ้นคอลลาเจนลึก และฟิลเลอร์เน้น “เติมมิติ” ให้โครงหน้า - ร้อยไหมก้างปลาต้องใช้กี่เส้นถึงจะเห็นผลชัด
โดยทั่วไปใช้ 6–10 เส้นต่อข้าง หากผิวหย่อนมากอาจเพิ่มเป็น 12–20 เส้น ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์