TBL Clinic

Glass Skin vs Cloud Skin เมื่อความงามไม่ได้อยู่ที่ความเงา แต่คือผิวที่มีชีวิต

Glass Skin vs Cloud Skin

หัวข้อ

ยุคที่ใครๆ ก็อยากมีผิวใสเหมือนกระจก อาจกำลังค่อยๆ เปลี่ยนไป… เพราะปี 2026 นี้ ความงามไม่ได้วัดกันที่ผิววาวหรือดูเป๊ะทุกองศาอีกต่อไป แต่คือผิวที่มีชีวิต ผิวที่ดูแข็งแรง หายใจได้ และโกลว์ในแบบที่เป็นตัวเองจริงๆ จาก Glass Skin ที่เน้นความฉ่ำวาว สู่ Cloud Skin ที่เน้นความละมุน นุ่มนวล ตอนนี้เทรนด์กำลังขยับไปอีกขั้นสู่แนวคิด Alive Skin หรือ ผิวสุขภาพดีจากภายใน ที่ทั้งสวยและสมดุล เหมือนร่างกายกับผิวทำงานเป็นทีมเดียวกัน

หมอเชื่อว่าความโกลว์ที่แท้จริง ไม่ได้มาจากครีมหรือฟิลเตอร์ แต่คือการเข้าใจผิวของเราเอง บทความนี้จะพาคุณอัปเดตเทรนด์ผิวล่าสุด พร้อมแนะแนวดูแลให้ผิวดู alive อย่างมีชีวิต อ่านเพลินเหมือนคุยกับหมอผิวรุ่นใหม่ที่เข้าใจทั้งเทรนด์และตัวคุณจริงๆ

Glass Skin คืออะไร และทำไมถึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ผิวทั่วโลก

คำว่าGlass Skin มาจากเกาหลีใต้ จุดเริ่มต้นของเทรนด์ผิวที่ใสจนเหมือนกระจกสะท้อนแสง แต่ไม่ได้หมายถึงความมันหรือเงาเกินจริง หากแต่คือผิวที่อิ่มน้ำ แข็งแรง และสมดุล หมออยากให้เข้าใจว่า Glass Skin คือภาวะที่ skin barrier ทำงานสมบูรณ์ ผิวสามารถเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ลดการสูญเสียน้ำ (TEWL) และเกิดความเงาแบบธรรมชาติ

เคล็ดลับอยู่ที่การเน้น Hydration + Barrier Repair มากกว่าการทาผลิตภัณฑ์หนาๆ ซึ่งที่ TBL Clinic เรามีโปรแกรม Aqua Rosa Treatment ที่ช่วยเติมน้ำลึกด้วยสารสกัดกุหลาบบัลแกเรีย ฟื้นฟูผิวแห้ง ขาดน้ำ ให้กลับมาฉ่ำใสแบบพอดี ไม่เยิ้ม ผิวดูโกลว์แบบGlazed donut skin ที่คนรุ่นใหม่ชอบเรียกกัน เป็นเทรนด์ผิวที่ทั้งสวยและดูสุขภาพดีในแบบที่ผิวคุณควรจะเป็นจริงๆ

สัญลักษณ์ของ Glass Skin

สัญลักษณ์ของ Glass Skin ไม่ได้อยู่ที่ความเงาหรือวาวเกินพอดี แต่คือผิวที่ดูสุขภาพดีจากภายใน — ใส เรียบเนียน และมีความชุ่มชื้นที่สมดุล หมอมักอธิบายให้คนไข้เข้าใจว่า ผิวแบบนี้เกิดจาก Stratum Corneum ที่แข็งแรงและมีระดับน้ำในผิว (Skin Hydration) เพียงพอ เมื่อแสงตกกระทบจึงเกิดการสะท้อนแบบนุ่มนวล ไม่มันเยิ้มเหมือนเคลือบแสง

ผิวลักษณะนี้ยังบ่งบอกถึง Barrier Function ที่สมบูรณ์ ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำ (TEWL) และลดการอักเสบของผิวได้ดี หมอเรียกว่าเป็นผิวใสที่มีชีวิต เพราะดูมีเลือดฝาด ไม่ซีด ไม่หมอง ใครที่มีผิวลักษณะนี้มักจะดูสดใสเหมือนนอนเต็มอิ่มตลอดเวลา เป็นโทนผิวที่ทั้ง clean และมีความ glow แบบ real ผสม aesthetic ตามเทรนด์ผิวเกาหลีที่ยังคงอยู่ต่อเนื่องในปี 2026

วิธีสร้าง Glass Skin อย่างยั่งยืน

การสร้าง Glass Skin ที่ยั่งยืน ไม่ได้จบแค่การลงเมกอัพให้ฉ่ำวาว แต่คือการฟื้นฟูผิวให้มีชั้นความชุ่มชื้น แข็งแรงจากภายใน หมออยากให้เข้าใจว่าเคล็ดลับจริงของผิวใสคือการดูแล skin barrier ให้แน่นและสมดุล เพื่อให้เซลล์ผิวกักเก็บน้ำได้ดี ลดการสูญเสียน้ำผ่านผิว (Trans-Epidermal Water Loss) จนเกิดความเงาแบบธรรมชาติ

เริ่มง่ายๆ จากการใช้สกินแคร์กลุ่ม Hyaluronic Acid, Ceramide และ Niacinamide ช่วยเพิ่มทั้งความชุ่มชื้นและการซ่อมแซมผิว หากอยากได้ผลลัพธ์เร็วขึ้น หมอแนะนำทรีตเมนต์แนว Aqua Rosa Treatment ที่เติมน้ำลึกระดับเซลล์ผิว ฟื้นผิวที่แห้งหรือโทรมให้กลับมาอิ่มฟู ผิวใสดูฉ่ำแบบไม่ต้องพึ่งไฮไลต์หรือรองพื้นหนาๆ เพราะ true glow ที่แท้จริงเกิดจากผิวที่ชุ่มน้ำและทำงานได้ดีด้วยตัวเอง ไม่ใช่ผิวที่แต่งแต้มให้เงาชั่วคราว แต่คือผิวที่ดูมีชีวิตทุกวัน

Cloud Skin ความงามยุคใหม่ที่ละมุนกว่า วาวน้อยแต่แพงขึ้น

Cloud Skin คือเทรนด์ผิวที่หมอเรียกว่า “soft but strong” เพราะดูนุ่มละมุนแต่ยังคงความแข็งแรงของผิวไว้ครบ ผิวแนวนี้จะต่างจาก Glass Skin ตรงที่ลดความวาวฉ่ำลงเล็กน้อย ให้ลุคแมตต์บางเบา ดูแพงและเป็นธรรมชาติ เหมือนผิวที่พักผ่อนเพียงพอและไม่ต้องแต่งเยอะ

จุดสำคัญของ Cloud Skin คือการบาลานซ์ระหว่าง moisture และ oil control ผิวจะเรียบเนียน นุ่มฟูแต่ไม่แห้ง ขณะเดียวกัน skin barrier ยังทำงานได้ดี ช่วยป้องกันการอักเสบจากมลภาวะ เหมาะกับคนทำงานหรือใช้เครื่องสำอางทุกวัน เพราะไม่ทำให้ผิวมันระหว่างวัน เทรนด์นี้กำลังมาแรงในปี 2026 เพราะให้ลุคที่ดูโตขึ้น เรียบง่าย แต่สุขภาพผิวดูแพงแบบ “effortless beauty” ที่ Gen Z และวัยทำงานต่างชอบ

ทำไม Cloud Skin ถึงได้รับความนิยม

เทรนด์ Cloud Skin กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนทำงานและวัยรุ่นยุคใหม่ เพราะเป็นแนวผิวที่ “บาลานซ์ทุกอย่างไว้ได้พอดี” ไม่วาวเกิน ไม่แมตต์เกิน แต่ยังดูสุขภาพดีแบบ effortless หมอขอสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าทำไมเทรนด์นี้ถึงอยู่ยาวแน่นอนในปี 2026

  • ดูเป็นธรรมชาติแบบ Real Skin ผิวไม่ฉ่ำเวอร์แต่ยังดูชุ่มชื้นพอดี เหมาะกับยุคที่คนหันมาอินกับความเรียลและสไตล์ clean girl aesthetic
  • เหมาะกับทุกสภาพผิว ผิวมันก็ทำได้ ผิวแห้งก็รอด เพราะเทรนด์นี้เน้น hydration balance เป็นหลัก
  • ลดโอกาสเกิดสิวและอุดตัน การลดเลเยอร์เมกอัพและผลิตภัณฑ์มันๆ ทำให้ sebaceous gland ทำงานปกติ ผิวไม่ over-react
  • ลุคดูแพงแต่ไม่พยายาม เป็นสไตล์ที่กล้องจับยังดูดีแบบ no filter ผิวฟุ้งละมุนแต่ยังคงความสดใส

หมอมองว่า Cloud Skin คือเทรนด์ที่เติบโตจาก Glass Skin อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเน้นผิวสมดุล แข็งแรง และสวยในแบบที่ไม่ต้องพยายามมาก แต่ยังดูดูดีทุกมุม

วิธีบำรุงผิวให้ละมุนแบบ Cloud

ผิวแบบ Cloud Skin จะสวยได้ ต้องเริ่มจากบาลานซ์ ไม่ใช่ วาวหมออยากให้เข้าใจว่าเทรนด์นี้เน้น moisture balance หรือสมดุลระหว่างน้ำกับน้ำมันในผิว เพื่อให้ดูแมตต์นุ่ม ละมุน และสุขภาพดีจริงๆแแนวทางบำรุงที่หมอแนะนำคือ

  • เลือกคลีนเซอร์ที่ไม่ทำลายชั้นผิว (Low pH Cleanser) ช่วยรักษา acid mantle ให้สมดุล ป้องกันผิวแห้งตึงหลังล้างหน้า
  • ใช้โทนเนอร์หรือเอสเซนส์ที่เติมน้ำให้ผิว มองหาส่วนผสมอย่าง Hyaluronic Acid, Glycerin เพื่อคงความชุ่มชื้นในผิว
  • มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อบางแต่ให้บาลานซ์ดี ส่วนผสมกลุ่ม Niacinamide และ Ceramide จะช่วยลดความมันและปรับผิวให้เรียบเนียน
  • กันแดดเนื้อเบาแบบ semi-matte ช่วยให้ผิวดูละมุนโดยไม่อุดตันรูขุมขน
  • เติมวิตามินจากภายใน เช่น IV Drip สูตร Golden Detox เสริมผิวให้แข็งแรงจากภายใน สู่ลุค Cloud Glow ที่ดูแพงแต่เป็นธรรมชาติแบบจริงใจ

เทรนด์ปี 2026 Alive Skin หรือ Metabolic Glow ผิวที่มีชีวิตจริง

ปี 2026 เทรนด์ความงามกำลังเปลี่ยนจากผิวสวยเพราะเมกอัพ ไปสู่ ผิวที่ดูมีชีวิต หรือที่หมอเรียกว่า Alive Skin แนวคิดนี้มาจาก Metabolic Beauty ที่มองผิวเป็นระบบชีวภาพ ไม่ใช่แค่ผิวชั้นนอก แต่คือการทำงานร่วมกันของร่างกายทั้งหมด ตั้งแต่ Microbiome ผิว ระบบเผาผลาญ (Metabolism)ฮอร์โมน ไปจนถึงสุขภาพจิต

ต่างจาก Glass Skin ที่โฟกัสความฉ่ำวาวภายนอก Alive Skin คือผิวที่มีพลังจากข้างใน แข็งแรง สมดุล และตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมได้ดี หมอเรียกสิ่งนี้ว่า “4 องค์ประกอบของผิวที่มีชีวิต” ได้แก่ Hydration, Metabolism, Balance และ Emotion เพราะผิวที่สุขภาพดีไม่ใช่แค่ใส แต่ต้องสะท้อนภาวะภายในที่สมดุลจริงๆ ความโกลว์ที่แท้จริงไม่ต้องแต่งเติม เพราะมันคือระบบภายในที่ทำงานอย่างเป็นจังหวะของชีวิตเอง

ผิวที่มีชีวิต คืออะไร

ผิวที่มีชีวิต (Alive Skin) คือผิวที่หมอมองว่าหายใจได้ และมีระบบตอบสนองตามธรรมชาติ ไม่แห้ง ไม่มันเกิน และไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้นจนเสียสมดุล ผิวแบบนี้มีการทำงานของ skin barrier ที่ดี จุลชีพบนผิว (skin microbiome) อยู่ในภาวะสมดุล ช่วยให้ผิวปรับตัวกับอุณหภูมิ มลภาวะ และความเครียดได้อย่างชาญฉลาด

ลักษณะของผิวที่มีชีวิตคือ ดูอิ่มน้ำ นุ่ม ยืดหยุ่น และเปล่งปลั่งจากภายในโดยไม่ต้องพึ่งแสงแฟลชหรือฟิลเตอร์ ผิวจะดูมีพลัง เพราะระบบเผาผลาญและการไหลเวียนเลือดในชั้นหนังแท้ทำงานได้ดี หมอเรียกเทรนด์นี้ว่าผิวที่ฟังร่างกายตัวเองออก ซึ่งคือเสน่ห์ใหม่ของความงามยุค 2026 ที่ทั้งดูแพงและมีความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง

IV Drip สูตรไหนใช่ สำหรับ Glass, Cloud และ Alive Skin

การทำ IV Drip ไม่ได้มีแค่เรื่องผิวขาว แต่ปัจจุบันหมอใช้แนวคิดPersonalized Drip เพื่อฟื้นผิวให้ตรงกับลักษณะของแต่ละเทรนด์ เช่น Glass, Cloud และ Alive Skin เพราะสารอาหารที่เข้าสู่ร่างกายผ่านเส้นเลือดจะช่วยเติมวิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมเซลล์ผิวได้จริง

คนที่อยากได้ลุคฉ่ำใสแบบ Glass Skin อาจเหมาะกับสูตรที่เน้น วิตามินซีและกลูตาไธโอน ส่วนคนที่ชอบผิวฟุ้งนุ่มแบบ Cloud Skin จะเน้น ดีท็อกซ์และเพิ่มความสมดุลของผิว แต่สำหรับสายสุขภาพยุคใหม่ Alive Skin ต้องการสูตรที่ช่วยฟื้นระบบเผาผลาญและเสริมภูมิคุ้มกันจากภายใน เพื่อให้ผิวแข็งแรงและโกลว์ยาวนาน

สูตรสำหรับผิวแบบ Glass Skin — Snow Aura / Velvet Milk Glow

สำหรับคนที่อยากได้ลุคผิวใสแบบ Glass Skin หมอแนะนำกลุ่ม IV Drip สูตร Snow Aura และ Velvet Milk Glow เพราะช่วยเติมวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระให้ผิวดูฉ่ำ อิ่มน้ำ และสะท้อนแสงได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะกับคนที่พักผ่อนน้อยหรือผิวดูหมองจากแสงแดด

แนวทางการดูแลผิวแนวนี้คือ

  • Snow Aura Drip ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสด้วย Vitamin C และ Glutathione เสริมการทำงานของเอนไซม์ในตับ ช่วยให้ผิวดูใสขึ้นแบบไม่ซีด เหมาะกับคนที่ต้องการผิวสว่างแต่ยังดูเป็นธรรมชาติ
  • Velvet Milk Glow Drip ฟื้นผิวแห้งโทรมให้กลับมาชุ่มชื้น เนียนละเอียด เสริมความยืดหยุ่นของคอลลาเจนภายในผิว

คำแนะนำหมอ ควรทำต่อเนื่องทุก 1–2 สัปดาห์ พร้อมพักผ่อนและดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อให้สารอาหารทำงานเต็มประสิทธิภาพ ผิวจะดูโกลว์ใสแบบ “glassy finish” เหมือนใช้ฟิลเตอร์นุ่ม ๆ ตลอดเวลา

สูตรสำหรับผิวแบบ Cloud Skin — Golden Detox / Ultra Rejuvenation

สำหรับคนที่ชอบผิวแนว Cloud Skin — ผิวเนียนนุ่ม ฟุ้งแมตต์ แต่ยังดูสุขภาพดี หมอแนะนำสูตร IV Drip Golden Detox และ Ultra Rejuvenation ที่ออกแบบมาเพื่อรีเซ็ตสมดุลผิวจากภายใน เหมาะกับคนทำงานหนัก พักผ่อนน้อย หรือผิวขาดความชุ่มชื้นจากมลภาวะ

แนวทางการดูแลผิวแนวนี้คือ

  • Golden Detox Drip ช่วยดีท็อกซ์ของเสียและลดการอักเสบในร่างกาย ด้วยส่วนผสมของ Vitamin B Complex, Alpha Lipoic Acid และ Zinc ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ลดรอยแดง ผิวดูละเอียดขึ้นแบบไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์
  • Ultra Rejuvenation Drip เติมสารต้านอนุมูลอิสระและกรดอะมิโนจำเป็น เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมผิวและคอลลาเจน ทำให้ผิวดูนุ่มเด้ง มีชีวิตชีวา

คำแนะนำหมอ: เหมาะกับคนที่ต้องการลุคผิวแมตต์นุ่มแบบ Cloud Skin แนะนำทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง พร้อมเสริมสกินแคร์เนื้อบางเบา เพื่อให้ผิวสมดุลจากภายในและดูละมุนตลอดวัน

สูตรสำหรับผิวแบบ Alive Skin — Glowfinity / Gut Health / My Myer IV Drip

สำหรับคนที่อยากให้ผิวดูมีชีวิต จริงๆ ตามเทรนด์ Alive Skin หมอแนะนำกลุ่ม IV Drip สูตร Glowfinity / Gut Health / My Myer ที่ช่วยฟื้นฟูผิวจากระดับเซลล์ เสริมระบบเผาผลาญ และภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สมดุล

แนวทางการบำรุงแบบ Alive Skin คือ

  • Glowfinity Drip รวมวิตามิน C, B Complex, และกรดอะมิโนสำคัญ เพื่อเสริมพลังให้ mitochondria หรือศูนย์พลังงานของเซลล์ ทำให้ผิวดูโกลว์จากภายในอย่างเป็นธรรมชาติ
  • Gut Health Drip ช่วยปรับสมดุลลำไส้และระบบย่อย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อ skin microbiome เมื่อระบบภายในดี ผิวภายนอกจะเรียบใสและลดการอักเสบ
  • My Myer Drip สูตรคลาสสิกที่ช่วยเติมสารอาหารรวมกว่า 10 ชนิด ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว ลดอาการอ่อนเพลีย และทำให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้นทุกวัน

หมอมองว่าเทรนด์ Alive Skin ไม่ใช่แค่ผิวใส แต่คือการคืนสมดุลให้ร่างกายทั้งหมด เพื่อให้ “ผิวทำงานได้ด้วยตัวเอง” อย่างเป็นธรรมชาติ

Glass vs Cloud Skin เลือกแบบไหนดีให้เข้ากับตัวคุณ 

การเลือกว่าจะเป็นสาย Glass Skin หรือ Cloud Skin ไม่มีคำว่าใครดีกว่าใคร แต่หมออยากให้ดูที่สภาพผิวและไลฟ์สไตล์จริง ของตัวเองมากกว่า เพราะผิวแต่ละแบบต้องการการดูแลไม่เหมือนกัน

  • Glass Skin เหมาะกับคนผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ หรืออยู่ในห้องแอร์บ่อย เพราะเทรนด์นี้เน้นการเติมน้ำและเพิ่ม hydration barrier ให้ผิวฉ่ำใส อิ่มฟูเหมือนกระจกสะท้อนแสง
  • Cloud Skin เหมาะกับผิวมัน ผิวผสม หรือคนที่ต้องแต่งหน้าและใช้ชีวิตกลางแจ้ง เพราะผิวแบบนี้จะได้ลุคแมตต์นุ่ม ไม่วาว แต่ยังดูชุ่มชื้นพอดี

สภาพอากาศก็มีผล ถ้าอยู่ในเมืองร้อนชื้น หมอแนะนำแนว Cloud จะสบายผิวกว่า แต่ถ้าอยู่ในอากาศแห้ง Glass จะช่วยคงความชุ่มชื้นได้ดี ก่อนเลือกทรีตเมนต์ หมอแนะนำให้ตรวจสภาพผิวและคุยกับแพทย์เพื่อวางแผนดูแลเฉพาะบุคคล จะได้ผิวที่สวยในแบบของตัวเองโดยไม่ต้องตามเทรนด์ใคร

ผิวแห้งควรเลือก Glass Skin หรือ Cloud Skin?

สำหรับคนผิวแห้ง หมอขอพูดตรงๆ ว่า Glass Skin จะตอบโจทย์ได้ดีกว่าในเชิงโครงสร้างผิว เพราะแนวนี้เน้นเพิ่มน้ำในชั้นผิว และเสริม skin barrier ให้กักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนาน ผิวแห้งมักมีค่า Transepidermal Water Loss (TEWL) สูง จึงสูญเสียน้ำได้ง่าย การเติมน้ำและฟื้นฟูด้วย Hyaluronic Acid, Ceramide รวมถึงทรีตเมนต์เติมน้ำอย่าง Aqua Rosa Treatment จะช่วยให้ผิวกลับมาอิ่มฟูและใสขึ้นได้

แต่ถ้าอยากได้ลุคละมุนแบบ Cloud Skin ก็สามารถทำได้ เพียงปรับให้ใช้สกินแคร์เนื้อบางเบา ไม่แมตต์เกินไป เพื่อไม่ให้ผิวยิ่งขาดน้ำ หมอแนะนำเสริมการบำรุงด้วย IV Drip Velvet Milk Glow เพื่อเติมวิตามิน C และกรดอะมิโนให้ผิวดูใสจากภายใน ทั้งสองแนวสามารถผสมกันได้ถ้าเข้าใจผิวตัวเองดี เพราะผิวแห้งไม่จำเป็นต้องเงา แต่ต้องชุ่มอย่างมีสมดุล

ผิวมัน หรือ ผิวแพ้ง่าย ควรเน้นการฟื้นสมดุลแบบไหน

สำหรับคนที่มี ผิวมันหรือผิวแพ้ง่าย หมออยากให้โฟกัสเรื่อง “สมดุลผิว” มากกว่าการพยายามทำให้ผิวแห้ง เพราะการล้างหน้าบ่อยหรือใช้สกินแคร์ที่ดูดน้ำมันแรงเกินไป จะกระตุ้น sebaceous gland ให้ผลิตน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้ผิวอุดตันและเกิดสิวง่ายกว่าเดิม

แนวทางที่เหมาะคือการฟื้น skin barrier ให้แข็งแรง โดยเลือกสกินแคร์ที่มี Niacinamide, Centella Asiatica, Ceramide และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์แรง ๆ หมอแนะนำแนวผิวแบบ Cloud Skin เพราะเน้นความสมดุลระหว่างความชุ่มชื้นและความแมตต์ ผิวดูเรียบเนียนโดยไม่มันเงา

สำหรับคนที่ต้องการฟื้นจากภายในสามารถเสริมด้วย IV Drip สูตร Golden Detox ที่ช่วยลดการอักเสบและขับของเสียในตับ ซึ่งเป็นจุดเริ่มของผิวมันและผิวแพ้ง่ายในหลายคน เมื่อระบบภายในและผิวภายนอกสมดุลกัน ผิวจะกลับมาแข็งแรง ใส และไม่มันเกินเหมือนก่อน

ทรีตเมนต์ยอดนิยมที่ตอบโจทย์ Glass / Cloud / Alive Skin จาก TBL Clinic 

ที่ TBL Clinic เรามีทรีตเมนต์ที่ออกแบบเฉพาะให้เข้ากับแต่ละแนวผิวอย่างแท้จริง สำหรับสาย Glass Skin แนะนำ Aqua Rosa Treatment เติมน้ำลึกให้ผิวอิ่มฟูใส ส่วนคนที่ชอบฟีล Cloud Skin หมอแนะนำ Gold Orisel Treatment ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ฟุ้งละมุน และลดการอักเสบ

Aqua Rosa Treatment เติมน้ำให้ผิวใส

Aqua Rosa Treatment เป็นทรีตเมนต์ที่หมอแนะนำบ่อยสำหรับคนที่ผิวแห้ง ขาดน้ำ หรือดูหมองจากการพักผ่อนน้อย เพราะหลักการของการทำงานคือเติมน้ำลึก ลงสู่ชั้นผิวด้วยสารสกัดจากกุหลาบบัลแกเรียและไฮยาลูโรนิค แอซิดในโมเลกุลขนาดเล็ก ช่วยให้ผิวอิ่มฟู ชุ่มชื้น และคืนความยืดหยุ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

หลังทำจะรู้สึกว่าผิวใสขึ้นแบบ glassy look โดยไม่ต้องแต่งหน้าเยอะ เหมาะสำหรับแนวผิว Glass Skin หรือแม้แต่คนที่ต้องการฟื้นผิวก่อนทำเลเซอร์ หมอเรียกเทรตเมนต์นี้ว่ารีเซ็ตชั้นน้ำในผิว ให้กลับมา balance และแข็งแรงอีกครั้ง เป็นการบำรุงที่ให้ผลทั้งโกลว์และสุขภาพผิวดีในระยะยาว

Gold Orisel Treatment ลดหมอง ผิวเปล่งประกาย

Gold Orisel Treatment เป็นทรีตเมนต์ที่หมอชอบใช้สำหรับคนที่ผิวดูหมอง ไม่สดใส หรือมีรอยอักเสบสะสมจากการพักผ่อนน้อย จุดเด่นอยู่ที่ส่วนผสมของ 24K Gold Extract และเปปไทด์เข้มข้น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดในชั้นหนังแท้ เพิ่มการสร้างคอลลาเจน และลดการเกิดเม็ดสีที่ไม่สม่ำเสมอ

หลังทำ ผิวจะดูเปล่งประกายขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ความเงาแบบชั่วคราว แต่คือความโกลว์ที่เกิดจากการฟื้นฟูสภาพผิวจริง เหมาะสำหรับแนวผิวแบบ Cloud Skin หรือ Alive Skin ที่ต้องการความสมดุลและความเรียบเนียน หมอเรียกทรีตเมนต์นี้ว่า “ผิวพักฟื้นในเวอร์ชันหรู” เพราะช่วยให้ผิวดูแพง นุ่มละมุน และพร้อมกลับมาทำงานในวันถัดไปแบบ no stress

สรุป ความงามในปี 2026 คือ Real Glow Not Fake Shine

ปี 2026 ความงามไม่ได้ถูกวัดด้วยความเงาหรือผิวที่ดูเพอร์เฟกต์อีกต่อไป แต่คือ Real Glow ความโกลว์ที่เกิดจากผิวแข็งแรง สมดุล และมีชีวิตจริง ๆ หมอเชื่อว่าความสวยที่ยั่งยืน คือการเข้าใจผิวของตัวเอง ไม่ใช่การไล่ตามเทรนด์หรือใช้ครีมที่ใครว่าดี ผิวของแต่ละคนมีระบบการฟื้นตัวเฉพาะตัว และเมื่อเราให้สิ่งที่มันต้องการอย่างถูกวิธี มันจะตอบสนองกลับมาด้วยความโกลว์ที่แท้จริง

ที่ TBL Clinic เราดูแลผิวด้วยแนวคิด Real / Clear / Kind จริงใจ ใช้ของแท้ อธิบายตรงไปตรงมา และดูแลด้วยความเข้าใจ หมออยากให้ทุกคนเชื่อว่าผิวดีไม่ต้องรีบ แค่เริ่มต้นจากความเข้าใจและความสม่ำเสมอเพราะผิวดีไม่ใช่เรื่องโชค แต่คือการเลือกดูแลอย่างถูกวิธี จากแพทย์ที่เข้าใจผิวของคุณจริงๆ ปรึกษาหมอได้ที่ TBL Clinic เพื่อเริ่มต้นผิวสุขภาพดีในแบบที่คุณเป็น ทัก Line Official หรือ Inbox Facebook เพื่อจองคิวได้ทันทีครับ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Glass Skin vs Cloud Skin

  1. Glass Skin vs Cloud Skin ต่างกันยังไง?
    Glass Skin เน้นผิวฉ่ำใสเหมือนกระจก ดูอิ่มน้ำและมีความชุ่มชื้นสูง ส่วน Cloud Skin จะดูแมตต์นุ่ม ละมุน ไม่เงาเกิน แต่ยังคงความชุ่มชื้นและสุขภาพดี
  2. เทรนด์ Alive Skin หรือ Metabolic Glow คืออะไร?
    เป็นแนวคิดการดูแลผิวจากภายใน เชื่อมโยงระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน และ microbiome ผิว เพื่อให้ผิวแข็งแรงและโกลว์อย่างเป็นธรรมชาติ
  3. คนผิวมันหรือแพ้ง่าย เหมาะกับเทรนด์ไหน?
    เหมาะกับแนว Cloud Skin เพราะเน้นการบาลานซ์ระหว่างน้ำและน้ำมัน ลดความมันส่วนเกิน และช่วยให้ skin barrier แข็งแรงขึ้น
  4. ต้องทำทรีตเมนต์บ่อยไหมถึงเห็นผลชัด?
    โดยทั่วไปควรทำต่อเนื่องทุก 2–4 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวฟื้นตัวและคงผลลัพธ์ได้ยาวนาน
  5. การทำ IV Drip เพื่อผิวใสปลอดภัยไหม?
    ปลอดภัยเมื่อทำโดยแพทย์ ใช้สารและวิตามินที่มี อย. ชัดเจน และปรับสูตรให้เหมาะกับร่างกายแต่ละคน