TBL Clinic

ร้อยไหมดีไหม ? หมอตอบแบบตรงไปตรงมา เหมาะกับใครที่สุด

ร้อยไหมดีไหม

หัวข้อ

บางคนบอกว่าร้อยไหมคือทางลัดสู่หน้าเรียว ยกผิวไวแบบไม่ต้องพักฟื้น แต่บางคนกลับแชร์ว่าพัง หน้าเอียงหรือเป็นก้อน จนทำให้คำถามยอดฮิตอย่าง ร้อยไหมดีไหม? กลายเป็นสิ่งที่หลายคนลังเลทุกครั้งก่อนตัดสินใจ ในฐานะแพทย์ที่อยู่กับเคสจริงทุกวัน ผมอยากบอกว่า “คำตอบไม่ได้อยู่ที่ไหม แต่อยู่ที่มือหมอและการวิเคราะห์ผิว” ต่างหาก

เพราะการร้อยไหมไม่ใช่การดึงหน้าแบบยุคก่อน แต่คือเทคนิคการ Reposition Layer — การยกชั้นผิวที่หย่อนให้กลับมาตึง โดยใช้เส้นไหมละลายกระตุ้นคอลลาเจนในตำแหน่งที่วิเคราะห์มาแล้วอย่างแม่นยำ ปัจจุบันไหมรุ่นใหม่ เช่น PCL หรือ PLLA มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้ผลลัพธ์ดูธรรมชาติ ไม่แข็ง ไม่ดึงจนเกินจริง

ดังนั้น ร้อยไหมดีไหม ขึ้นอยู่กับว่าคุณเข้าใจผิวตัวเองแค่ไหน และเลือกให้ถูกคนหรือยัง ถ้าอยากรู้ว่าผิวแบบคุณเหมาะกับไหมชนิดใด ลองอ่านต่อ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมบางคนร้อยแล้วเป๊ะ แต่บางคนกลับเฟลตั้งแต่ครั้งแรก

ทำความเข้าใจ ร้อยไหม ก่อนตัดสินใจ

ก่อนจะตัดสินใจร้อยไหม สิ่งสำคัญคือเข้าใจว่า “ไหม” ทำหน้าที่อะไรจริงๆ บนผิวเรา การร้อยไหมคือเทคนิคยกกระชับโดยใช้เส้นไหมละลายขนาดเล็ก (เช่น PDO, PLLA หรือ PCL) สอดเข้าไปในชั้น SMAS layer เพื่อพยุงและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่รอบแนวไหม ทำให้ผิวดูเฟิร์มและแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ไหมแต่ละชนิดก็มีคาแรกเตอร์ต่างกัน เช่น PDO เหมาะกับการยกแบบเบา ๆ PLLA เน้นฟื้นฟูคอลลาเจนลึก ส่วน PCL อยู่ได้นานและให้ผลเรียบเนียนขึ้น การเลือกไหมจึงไม่ใช่แค่เลือกยี่ห้อ แต่ต้องดูโครงสร้างหน้าและความหย่อนของผิวร่วมด้วย พูดง่ายๆ คือ การร้อยไหมไม่ใช่เทรนด์แค่เพื่อสวยเร็ว แต่เป็นการจัดสมดุลผิวจากภายใน ให้ผิวแข็งแรงขึ้นทุกวันแบบที่เห็นผลชัดเมื่อเวลาผ่านไป

ร้อยไหมคืออะไร และช่วยยกผิวได้อย่างไร 

ร้อยไหมคือ เทคนิคยกผิวโดยใช้ไหมละลาย เส้นเล็กๆ สอดเข้าไปในชั้น SMAS layer ซึ่งเป็นชั้นผิวเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการยกหน้าแบบผ่าตัด แต่ต่างกันตรงที่วิธีนี้ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่ ไหมจะทำหน้าที่ยึดพยุงเนื้อเยื่อให้กระชับขึ้น พร้อมกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่รอบแนวไหม ทำให้ผิวค่อยๆ ยกและแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ช่วง 1–3 เดือนหลังทำ ผิวจะดูเฟิร์มขึ้น เหมือนรีเฟรชหน้าใหม่แบบไม่ต้องพักฟื้น เหมาะกับคนที่มีปัญหาหย่อนเล็กน้อยถึงปานกลาง และอยากยกผิวแบบนุ่มละมุน ดูไม่แข็ง ไม่หลอกตา เรียกได้ว่าเป็นเทคนิคยกผิวแบบ minimal but visible change ที่หมอหลายคนใช้กันในยุคนี้

ประเภทของไหมยอดนิยม

ไหมก้างปลา (Cog Thread) ไหมชนิดนี้ถือเป็นรุ่นคลาสสิกที่ยังได้รับความนิยมสูงสุด เพราะมีเงี่ยง บนเส้นไหมคล้ายก้างปลา ทำหน้าที่เกี่ยวชั้นผิวหนังและชั้น SMAS ให้ยกกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เหมาะกับคนที่มีปัญหาแก้มตก มุมปากตก หรือแนวกรอบหน้าเริ่มหย่อน โดยผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ และอยู่ได้ราว 12–18 เดือน ข้อดีคือให้แรงยกดีและกระตุ้นคอลลาเจนได้พร้อมกัน จึงทำให้ผิวดูเฟิร์มและยกจริงแบบไม่ดูแข็ง

ไหมมิ้น (MINT Lift) ไหมตัวนี้เป็นเทคโนโลยีจากเกาหลีที่เรียกว่า Molded Cog ซึ่งต่างจากไหมทั่วไปตรงที่เงี่ยงถูกหล่อ ขึ้นจากเนื้อไหมโดยตรง ทำให้มีแรงยกมากกว่าไหมแบบตัดถึง 3 เท่า แต่ยังยืดหยุ่นตามการขยับของใบหน้า เหมาะกับคนที่อยากยกแก้มให้เฟิร์ม กรอบหน้าชัด หรือยกขมับแบบไม่ต้องผ่าตัด ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 18–24 เดือน ผิวจะค่อย ๆ ฟูและแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ดูเป็นธรรมชาติแบบไม่ Fake

ไหมคอลลาเจน (Collagen Thread) ไหมรุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อคนที่อยากฟื้นฟูผิวโดยไม่เน้นยกแรงมาก ตัวไหมจะค่อยๆ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ทั่วแนวที่สอดไหม เหมาะกับคนผิวบาง ผิวแห้ง หรือมีริ้วรอยตื้น ผลลัพธ์คือผิวดูฟู เรียบเนียน และดูมีออร่าแบบสุขภาพดี เป็นการฟื้นฟูผิวจากภายในโดยไม่ทำให้หน้าเปลี่ยนรูป อยู่ได้ประมาณ 8–12 เดือน

ไหมสกรู (Screw Thread) ไหมสกรูจะมีลักษณะเกลียวคล้ายสปริง หมอจะใช้ในเคสที่ต้องการเติมวอลลุ่ม ให้ผิว เช่น ร่องแก้ม แก้มตอบ หรือขมับที่แบนลงจากอายุ เพราะไหมแบบนี้ช่วยให้ผิวแน่นและฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ผลที่ได้คือใบหน้าดูมีมิติขึ้นทันทีหลังทำ เหมาะกับคนที่ต้องการรีเฟรชหน้าแบบไม่ต้องใช้ฟิลเลอร์เยอะ และอยู่ได้นานประมาณ 12 เดือน

ไหมเรียบ (Mono Thread) ไหมเรียบเป็นไหมเส้นเล็กที่ไม่มีเงี่ยง เหมาะกับการ “ฟื้นฟูทั่วหน้า” มากกว่ายกแรง เช่น ใต้ตา หน้าผาก หรือกรอบหน้าที่เริ่มหย่อนเล็กน้อย ไหมเรียบจะกระตุ้นคอลลาเจนได้ดีและช่วยให้ผิวแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ผลจะค่อย ๆ ชัดใน 1–2 เดือน เหมาะกับวัย 25–35 ปี ที่อยากเริ่มดูแลผิวก่อนหย่อนคล้อยจริง

ร้อยไหมดีไหม ? ข้อดีและข้อควรระวังจากหมอจริง

คำถามที่คนชอบถามหมอคือร้อยไหมดีไหม ? คำตอบคือ ดีได้ ถ้าทำถูกวิธีและเลือกหมอที่เข้าใจโครงสร้างหน้า เพราะการร้อยไหมไม่ใช่แค่ดึงให้ตึง แต่เป็นการจัดสมดุลชั้นผิวให้กลับมาดูเฟิร์มขึ้น โดยหมอจะวิเคราะห์ระดับความหย่อนของผิว โครงหน้า และเลือกชนิดไหมให้เหมาะกับแต่ละเคส ซึ่งผลลัพธ์ที่ดีมักเห็นได้ตั้งแต่หลังทำทันที 30–40% และค่อยๆ ชัดเต็มใน 1 เดือน

ข้อดีของการร้อยไหม

  • ยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด เห็นผลไวและไม่ต้องพักฟื้น
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวแน่น ฟู และเรียบเนียน
  • ปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
  • เหมาะกับคนที่เริ่มมีแก้มหรือกรอบหน้าหย่อนก่อนวัย

ข้อควรระวังและข้อจำกัด

  • หากใช้ไหมไม่ได้มาตรฐานหรือหมอขาดประสบการณ์ อาจเกิดรอยช้ำหรือไหมทะลุผิว
  • ผิวบางหรือมีการอักเสบควรปรึกษาก่อนทำ เพราะอาจเกิดการระคายเคือง
  • ต้องดูแลหลังทำ เช่น หลีกเลี่ยงการนวดหน้า หรืออ้าปากกว้างช่วง 1–2 สัปดาห์

ร้อยไหมจึงเป็นหัตถการที่ดีและปลอดภัย ได้จริง ถ้าทำโดยทีมแพทย์ที่เข้าใจชั้นผิวและเลือกเทคนิคอย่างเหมาะสม เพราะสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาสวยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการวางแผนมากกว่าจำนวนเส้นไหม

ร้อยไหมอยู่ได้นานแค่ไหน ?

ระยะเวลาที่ไหมจะอยู่ในผิวได้จริงๆ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่ชนิดไหม แต่รวมถึงอายุผิว โครงสร้างหน้า และเทคนิคของหมอที่ทำด้วย โดยเฉลี่ยแล้วไหมละลายอย่าง PDO จะอยู่ได้ประมาณ 8–12 เดือน, PLLA ราว 12–18 เดือน และ PCL ซึ่งเป็นไหมรุ่นใหม่สุด อาจอยู่ได้ถึง 24 เดือน

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ถึงไหมจะละลายไปแล้ว ร่างกายยังคงสร้างคอลลาเจนต่อเนื่อง ทำให้ผิวยังดูแน่นและกระชับได้อีกหลายเดือนหลังจากนั้น ปัจจัยอย่างการพักผ่อน การสูบบุหรี่ หรือการโดนความร้อนบ่อยๆ เช่น ซาวน่า ก็มีผลต่อการสลายตัวของไหมเช่นกัน

หมอมักบอกคนไข้เสมอว่าไหมอยู่ไม่นานเท่าคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างเอง เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ไหมอยู่ได้กี่เดือน แต่คือผิวที่ถูกกระตุ้นให้ฟื้นตัวและแข็งแรงขึ้นในระยะยาวต่างหาก

ร้อยไหม vs ฟิลเลอร์

ร้อยไหมและฟิลเลอร์คือสองเทคนิคที่ช่วยยกและปรับรูปหน้าได้เหมือนกัน แต่กลไก และ จุดประสงค์ต่างกันชัดเจน หมอมักเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า ร้อยไหมคือการยกโครงหน้า ส่วนฟิลเลอร์คือการเติมเต็ม ทั้งคู่ทำงานร่วมกันได้ดีถ้าทำอย่างเข้าใจผิวและโครงสร้างหน้า

ร้อยไหม (Thread Lift)

  • ใช้เส้นไหมละลายสอดเข้าในชั้น SMAS เพื่อยกผิวและกระตุ้นคอลลาเจน
  • เหมาะกับคนที่มีผิวหย่อน คิ้วตก มุมปากตก หรือกรอบหน้าเริ่มเบลอ
  • ให้ผล “ยกผิว” ชัดเจน เหมือนรีเฟรชหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ผิวจะค่อยๆ แน่นขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนใหม่หลังทำ

ฟิลเลอร์ (Hyaluronic Acid Filler)

  • ใช้สารไฮยาลูโรนิกแอซิดเติมเต็มร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ใต้ตา หรือคาง 
  • เหมาะกับคนที่ต้องการเพิ่มวอลลุ่มใบหน้าให้ดูอิ่มฟูและมีมิติ
  • ให้ผลลัพธ์ทันที เหมาะกับเคสที่ต้องการปรับรูปหน้าหรือแก้ร่องลึกเฉพาะจุด
  • อยู่ได้นาน 12–18 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นและตำแหน่งฉีด

หากคุณกำลังพิจารณาปรับรูปหน้าให้ดูอ่อนเยาว์แบบไม่ต้องผ่าตัด หมอแนะนำให้เริ่มจากการประเมินสภาพผิวและโครงหน้า ก่อนเสมอ เพราะบางเคสเหมาะกับร้อยไหมเพื่อยก บางเคสเหมาะกับฟิลเลอร์เพื่อเติม หรืออาจใช้ร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ที่บาลานซ์และดูเป็นธรรมชาติที่สุด 

ที่ TBL Clinic เรามีบริการทั้งร้อยไหมและฟิลเลอร์ โดยใช้ผลิตภัณฑ์แท้ทุกแบรนด์ เปิดขวดให้ดูจริงทุกเคส พร้อมให้คำปรึกษาโดยแพทย์ผู้ดูแลเองทุกขั้นตอน คุณสามารถทักมาพูดคุยกับหมอเพื่อวิเคราะห์แนวทางที่เหมาะกับผิวคุณได้ฟรี ผ่าน LINE Official หรือ Inbox Facebook ของ TBL Clinic ได้เลยครับ

ร้อยไหม vs โบท็อกซ์

ร้อยไหมและโบท็อกซ์มักถูกพูดถึงคู่กัน แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองหัตถการทำงาน คนละชั้นผิว และมีเป้าหมายต่างกันชัดเจน หมอมักอธิบายให้คนไข้เข้าใจง่ายๆ ว่า ร้อยไหมคือการยกผิว ส่วนโบท็อกซ์คือการคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งถ้าใช้ร่วมกันอย่างถูกวิธี จะช่วยให้หน้าเรียวตึงแต่ยังเป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง ไม่หลอกตา

ร้อยไหม (Thread Lift)

  • ใช้ไหมละลายสอดเข้าในชั้น SMAS เพื่อยกผิวและกระตุ้นคอลลาเจน
  • เหมาะกับคนที่มีแก้มตก กรอบหน้าเบลอ หรือคิ้วตก
  • ให้ผลยกกระชับโครงหน้า เห็นความเปลี่ยนแปลงทันทีประมาณ 30–40%
  • ผิวจะค่อย ๆ แน่นขึ้นต่อเนื่องใน 1–3 เดือนหลังทำ

โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin)

  • ทำงานโดยการ คลายการหดตัวของกล้ามเนื้อ
  • เหมาะกับคนที่มีปัญหากรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ หรือมีริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า
  • ให้ผลลดความแข็งของกล้ามเนื้อ ทำให้ใบหน้าดูนุ่มและเรียวขึ้น
  • อยู่ได้นานเฉลี่ย 4–6 เดือน ก่อนค่อย ๆ คืนสภาพ

สำหรับใครที่อยากยกกระชับแต่ยังอยากให้สีหน้าดูเป็นธรรมชาติ หมอแนะนำให้ประเมินร่วมกันระหว่าง ร้อยไหม และ โบท็อกซ์ เพราะบางครั้งแค่ยกผิวอย่างเดียวอาจยังไม่พอ ต้องปรับสมดุลกล้ามเนื้อร่วมด้วย ที่ TBL Clinic เรามีบริการครบทั้งร้อยไหมและโบท็อกซ์ ใช้ยาแท้ทุกขวด เปิดขวดให้ดูต่อหน้า พร้อมวางแผนโดยแพทย์จริงทุกเคส เพื่อให้ผลลัพธ์ดูละมุน ยกได้ แต่ยังคงความเป็นตัวคุณ

ทักมาปรึกษาหมอฟรีได้เลยที่ Line Official หรือ Inbox Facebook ของ TBL Clinic เพื่อประเมินแนวทางที่เหมาะกับโครงหน้าของคุณครับ

ร้อยไหมที่ไหนดี ? เลือกคลินิกยังไงให้ปลอดภัยและเห็นผล

การเลือก คลินิกร้อยไหม เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะต่อให้ไหมดีแค่ไหน ถ้าทำผิดชั้นผิวหรือหมอไม่เข้าใจโครงสร้างหน้า ผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นอย่างที่คิด หมอแนะนำแนวทางง่าย ๆ ที่ใช้ได้จริงตามหลัก E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) เพื่อให้ร้อยไหมออกมาปลอดภัยและเห็นผลชัด

  • ตรวจสอบแพทย์และประสบการณ์ (Experience & Expertise)
    เลือกคลินิกที่ระบุชื่อแพทย์ชัดเจน มีใบประกอบวิชาชีพ และมีเคสรีวิวจริงจากผู้ทำจริง ไม่ใช่ภาพสต็อก
  • ใช้ไหมแท้และแสดงเลข อย. (Trustworthiness)
    คลินิกที่ดีจะเปิดขวดไหมให้ดูต่อหน้า พร้อมใบรับรองจากบริษัทนำเข้าอย่างถูกต้อง
  • เทคนิคและการประเมิน (Authoritativeness)
    หมอควรวิเคราะห์ใบหน้าแบบ Individual Design เพื่อเลือกจุดและชนิดไหมที่เหมาะกับผิวของแต่ละคน ไม่ใช้สูตรเดียวกับทุกเคส
  • บริการหลังทำและการติดตามผล (Care)
    คลินิกที่ดีจะมีระบบติดตามอาการหลังร้อยไหม ไม่ทิ้งเคสไว้กลางทาง

ถ้าใครกำลังเสิร์ชคำว่า คลินิกร้อยไหม ใกล้ฉัน อย่าเลือกจากราคาอย่างเดียว แต่ให้ดู “ความโปร่งใส + ความจริงใจ” เพราะสองอย่างนี้คือของจริงที่เห็นผลระยะยาว

ร้อยไหมเหมาะกับใครบ้าง ?

หลายคนเข้าใจว่าร้อยไหมต้องทำตอนอายุมาก แต่จริง ๆ แล้วสามารถเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป เพราะช่วงนี้คอลลาเจนในผิวเริ่มลดลง และผิวเริ่ม “อ่อนแรง” จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น นอนน้อยหรือใช้มือถือบ่อยเกินไป หมอจึงอยากให้เข้าใจว่า “ร้อยไหมไม่ได้มีไว้แก้ แต่มีไว้ป้องกัน” ด้วยซ้ำ

เหมาะกับใครบ้าง

  • อายุ 25–35 ปี ผิวยังยืดหยุ่นดี เหมาะกับการร้อยไหมเพื่อป้องกันความหย่อนคล้อยในอนาคต และยกผิวให้แน่นขึ้นแบบซอฟต์ๆ
  • อายุ 35–45 ปี เริ่มเห็นปัญหาแก้มตก กรอบหน้าเบลอ หรือคิ้วตก ร้อยไหมช่วยยกโครงหน้าและกระตุ้นคอลลาเจนได้ดี
  • อายุ 45 ปีขึ้นไป เหมาะกับการร้อยไหมร่วมกับฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ เพื่อยกทั้งชั้นผิวและปรับมิติใบหน้าให้ละมุนขึ้น
  • ผู้ที่มี คางหย่อนหรือมุมปากตก สามารถใช้เทคนิคไหมก้างปลา หรือไหมมิ้นท์ลิฟต์ เพื่อยกและพยุงเนื้อเยื่อให้เฟิร์ม

ใครที่กำลังหาข้อมูล คลินิกร้อยไหม ใกล้ฉัน หมอแนะนำให้เลือกคลินิกที่มีการประเมินแบบเฉพาะบุคคล เพราะความสวยที่ยกได้จริง ต้องยกให้ถูกจุด

สรุป ร้อยไหมดีไหม ?

สุดท้ายแล้ว ร้อยไหมดีไหม ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้จักผิวตัวเองมากแค่ไหน และเลือกทำกับหมอที่เข้าใจโครงสร้างหน้าได้ถูกจุด เพราะการร้อยไหมไม่ใช่แค่เรื่องความสวยภายนอก แต่คือการฟื้นฟูผิวจากภายในให้กลับมาตึงแน่นและกระตุ้นคอลลาเจนอย่างเป็นธรรมชาติ

ร้อยไหมถือเป็นหัตถการที่เหมาะกับคนยุคนี้ที่อยากยกผิวโดยไม่ต้องพักฟื้น เห็นผลไวและปลอดภัยเมื่อทำใน คลินิกร้อยไหม ที่ได้มาตรฐาน ใช้ไหมแท้และหมอมีเทคนิคแม่นยำ ซึ่งผลลัพธ์จะคงอยู่ยาวและสวยกลืนไปกับรูปหน้า

หมออยากฝากไว้ว่า ถ้ากำลังหาข้อมูลคลินิกร้อยไหม ใกล้ฉัน อย่าดูแค่ราคาหรือรีวิว แต่ให้ดูความจริงใจของทีมแพทย์และการดูแลหลังทำ เพราะสิ่งที่ทำให้การ ร้อยไหมดีจริง ไม่ใช่แค่ไหมที่ใช้ แต่คือการวางแผนและการดูแลคุณตั้งแต่วันแรกจนผิวเข้าที่อย่างสวยมั่นใจ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ร้อยไหมดีไหม

  1. ร้อยไหมเจ็บไหม?
    ตอบ: เจ็บเล็กน้อยในช่วงฉีดยาชา หลังทำอาจตึงหน้า 2–3 วัน
  2. ร้อยไหมกี่วันเห็นผล?
    ตอบ: เห็นผลทันที 30–40% และชัดเต็มที่ภายใน 2–4 สัปดาห์
  3. ร้อยไหมแล้วอยู่ได้นานไหม?
    ตอบ: โดยเฉลี่ยอยู่ได้ 12–18 เดือน ขึ้นกับไหมและการดูแลผิว
  4. ร้อยไหมมีผลข้างเคียงไหม?
    ตอบ: หากทำโดยแพทย์จริง ความเสี่ยงต่ำ อาจมีรอยเข็มชั่วคราว
  5. ร้อยไหมราคาเท่าไหร่?
    ตอบ: เริ่มต้นประมาณ 9,000–20,000 บาท ขึ้นอยู่กับชนิดไหมและบริเวณ