บางคนกินน้อยแทบอด ออกกำลังกายทุกวันจนเหงื่อท่วม แต่ตัวเลขบนตาชั่งกลับไม่ขยับเลยสักนิด ฟังดูเฟลใช่ไหมครับ? ความจริงคือคุณไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะในหลายเคส การที่น้ำหนักไม่ลดอาจไม่ได้มาจากพฤติกรรม แต่เกิดจากฮอร์โมนในร่างกายที่ทำงานผิดสมดุล โดยเฉพาะฮอร์โมนที่คุมความหิว การเผาผลาญ และความเครียด ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่ควบคุมน้ำหนักโดยตรง
ในยุคที่ทุกคนพยายามรักษาหุ่นให้เป๊ะ ร่างกายบางคนกลับส่งสัญญาณว่าตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมจะลด บางทีสิ่งที่ต้องปรับอาจไม่ใช่วินัย แต่คือ “ระบบฮอร์โมนภายใน” ที่ควรได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาทำงานอย่างสมดุลก่อน การลดน้ำหนักไม่สำเร็จไม่ใช่เพราะคุณไม่พยายาม แต่อาจเพราะร่างกายไม่ได้พร้อมให้ลด เพราะฉะนั้นก่อนจะโทษตัวเอง ลองมาฟังหมออธิบายกันครับว่าฮอร์โมนตัวไหนบ้างที่อาจทำให้คุณอ้วนโดยไม่รู้ตัว และจะปรับให้กลับมาทำงานได้อย่างไร

ทำไมฮอร์โมนถึงเกี่ยวกับความอ้วนมากกว่าที่คิด ?
หลายคนอาจสงสัยว่าฮอร์โมนมีผลต่อการอ้วนจริงไหม? คำตอบคือมีครับ เพราะฮอร์โมนคือสารเคมีที่ร่างกายใช้ส่งสัญญาณควบคุมทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบเผาผลาญ ความหิว ความอิ่ม ไปจนถึงการเก็บพลังงานในรูปของไขมัน เมื่อสมดุลฮอร์โมนเปลี่ยน แม้เพียงเล็กน้อย ร่างกายก็อาจเริ่มเก็บไขมันมากกว่าที่ใช้โดยไม่รู้ตัว
หมออยากให้เข้าใจว่าฮอร์โมนคืออะไร และทำไมถึงมีผลต่อการสะสมไขมัน เพราะสมองจะทำงานร่วมกับฮอร์โมนอย่างอินซูลิน เลปติน และคอร์ติซอล เพื่อกำหนดว่าเราควรเก็บหรือเผาผลาญพลังงาน เมื่อร่างกายเครียด นอนน้อย หรือกินหวานจัด ฮอร์โมนเหล่านี้จะส่งสัญญาณให้เก็บพลังงานไว้แทนที่จะเผา ร่างกายไม่ได้เก็บไขมันเพราะชอบ แต่เพราะสมองถูกสั่งให้ทำโดยฮอร์โมน ดังนั้นการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่คุมอาหารหรือออกกำลังกาย แต่ต้องเริ่มจากการฟื้นสมดุลฮอร์โมนให้ร่างกายกลับมาทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็น
ฮอร์โมนควบคุมพลังงานคือหัวใจของระบบเผาผลาญ
ร่างกายเราไม่ได้เผาผลาญพลังงานแบบสุ่ม แต่ถูกกำหนดโดยฮอร์โมนควบคุมพลังงาน ที่คอยบอกสมองว่าเมื่อไหร่ควรเก็บพลังงานไว้ และเมื่อไหร่ควรปล่อยให้ร่างกายเผา ฮอร์โมนอย่าง อินซูลิน (Insulin) จะช่วยเก็บกลูโคสไว้ในรูปไขมันเมื่อเรากินมากเกิน ส่วน ไทรอยด์ (Thyroid hormone) ทำหน้าที่เหมือนสวิตช์เร่งรอบเครื่องยนต์ ควบคุมความเร็วในการเผาผลาญพลังงานตลอดวัน
ถ้าฮอร์โมนเหล่านี้เสียสมดุล เช่น อินซูลินสูงเกิน หรือไทรอยด์ทำงานต่ำ ระบบเผาผลาญจะช้าลงทันที ทำให้น้ำหนักขึ้นง่าย แม้จะกินเท่าเดิม การจัดสมดุลฮอร์โมนจึงสำคัญไม่แพ้การออกกำลังกายหรือคุมอาหาร หมอมักบอกคนไข้เสมอว่าถ้าอยากให้ร่างกายเผาไขมันได้ดี ต้องเริ่มจากฮอร์โมนที่สั่งให้มันเผา ไม่ใช่แค่ลดปริมาณอาหาร
เปปไทด์คุมหิวแบบธรรมชาติ (GLP-1) ตัวช่วยฟื้นสมดุล
ร่างกายเรามีฮอร์โมนหนึ่งที่ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างสมองกับกระเพาะอาหาร ชื่อว่า GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) หรือที่หลายคนเรียกว่า เปปไทด์คุมหิวแบบธรรมชาติ ฮอร์โมนตัวนี้จะหลั่งออกมาหลังรับประทานอาหาร เพื่อส่งสัญญาณให้สมองรู้ว่าอิ่มแล้ว พร้อมช่วยชะลอการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้นโดยไม่ต้องฝืนตัวเองให้อด นอกจากเรื่องความอิ่ม GLP-1 ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล ลดโอกาสเกิดภาวะดื้ออินซูลิน และส่งผลให้ ไขมันสะสมลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ หมอจึงเรียกมันว่าระบบเบรกของร่างกาย เพราะช่วยควบคุมทั้งความอยากอาหารและพลังงานที่เก็บไว้ในเซลล์
การกระตุ้น GLP-1 อย่างสมดุล ไม่ว่าจะผ่านการปรับอาหาร หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น ปากกาลดน้ำหนักในกลุ่ม GLP-1 agonist ถือเป็นแนวทางใหม่ของยุคนี้ ที่ช่วยฟื้นระบบเผาผลาญและคุมหิวได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ทำลายสมดุลของร่างกาย
สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจกำลัง อ้วนเพราะฮอร์โมน
หลายคนพยายามลดน้ำหนักทุกวิธีแต่ตัวเลขบนตาชั่งไม่ขยับ ทั้งที่กินเหมือนเดิมหรือออกกำลังกายมากกว่าเดิม คำถามคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าฉันอ้วนเพราะฮอร์โมน? คำตอบอยู่ในสัญญาณเล็ก ๆ ที่ร่างกายส่งออกมาโดยที่เรามักมองข้าม หมออยากให้สังเกตอาการเหล่านี้ เพราะมันอาจเป็นภาษาของฮอร์โมนที่กำลังขอความช่วยเหลือ
6 อาการบ่งบอกว่าฮอร์โมนกำลังทำให้น้ำหนักคุณเพิ่ม
- หิวบ่อย อิ่มยาก เพราะฮอร์โมนเกรลินหลั่งมากกว่าปกติ ทำให้สมองสั่งกินตลอดเวลา
- น้ำหนักขึ้นเฉพาะจุด โดยเฉพาะหน้าท้อง แขน และต้นขา สะท้อนภาวะดื้ออินซูลิน
- เครียดง่าย อารมณ์แกว่ง ระดับคอร์ติซอลสูงเกิน ทำให้ร่างกายสะสมไขมัน
- นอนหลับยากหรือตื่นกลางดึก ฮอร์โมนเมลาโทนินเสียสมดุล ส่งผลต่อระบบเผาผลาญ
- ผิวแห้ง ผมร่วง อาจมาจากฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ
- น้ำหนักไม่ลดแม้ควบคุมอาหารแล้ว บ่งชี้ว่าระบบเมตาบอลิซึมถูกชะลอโดยฮอร์โมน
อย่ามองข้ามสัญญาณเล็กๆ จากร่างกาย เพราะมันคือภาษาของฮอร์โมนที่กำลังขอความช่วยเหลือ

5 ฮอร์โมนหลักที่ทำให้อ้วนโดยไม่รู้ตัว
หลายคนสงสัยว่าฮอร์โมนตัวไหนทำให้อ้วนง่ายที่สุด? หมออยากให้เข้าใจก่อนว่า ร่างกายเราไม่ได้อ้วนเพราะกินเกินอย่างเดียว แต่เพราะฮอร์โมนที่ควบคุมพลังงานและความหิวเริ่มทำงานผิดจังหวะ ฮอร์โมนแต่ละตัวมีหน้าที่เฉพาะ แต่เมื่อทำงานผิดจังหวะ ร่างกายจะเก็บไขมันแทนการเผาผลาญ
จากงานวิจัยพบว่ามี 5 ฮอร์โมนหลักที่มีผลต่อน้ำหนักตัว ได้แก่ อินซูลิน (สะสมไขมันจากน้ำตาล), เลปติน (ควบคุมความอิ่ม), เกรลิน (กระตุ้นความหิว), คอร์ติซอล (ฮอร์โมนเครียดที่เก็บไขมันหน้าท้อง) และไทรอยด์ (ควบคุมรอบเผาผลาญ) สรุป 5 ฮอร์โมนที่มีผลต่อน้ำหนักตัว จะอยู่ในหัวข้อต่อไป เพื่อให้เข้าใจว่าฮอร์โมนเหล่านี้เชื่อมโยงกับพฤติกรรมประจำวันของเราอย่างไร และจะปรับให้กลับมาสมดุลได้แบบไหน
อินซูลิน — เมื่อระบบน้ำตาลสะสมไขมันมากกว่าที่ใช้
อินซูลิน (Insulin) คือฮอร์โมนที่ทำหน้าที่เหมือนกุญแจ เปิดประตูให้กลูโคสจากอาหารเข้าไปในเซลล์ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่เมื่อเรารับน้ำตาลหรือคาร์บมากเกิน ร่างกายจะหลั่งอินซูลินบ่อยจนเกิดภาวะ ดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) ส่งผลให้กลูโคสส่วนเกินไม่ถูกใช้ กลับถูกเก็บในรูปของไขมันแทน
ภาวะนี้พบได้บ่อยในคนที่ชอบของหวาน ดื่มชาไข่มุกทุกวัน หรือกินมื้อดึกเป็นประจำ เมื่อระบบอินซูลินรวน ร่างกายจะเข้าสู่โหมดสะสมมากกว่าใช้ น้ำหนักจึงเพิ่มขึ้นแม้กินเท่าเดิม หมอจึงมักแนะนำให้ปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด ด้วยการลดอาหารแปรรูป เพิ่มโปรตีน และพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะอินซูลินที่ทำงานดี คือจุดเริ่มต้นของระบบเผาผลาญที่สมดุลจริงๆ
เลปติน — ฮอร์โมนความอิ่มที่ร่างกายเริ่มดื้อ
เลปติน (Leptin) คือฮอร์โมนที่หลั่งจากเซลล์ไขมัน มีหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังสมองให้รู้ว่า “อิ่มแล้ว” เพื่อหยุดกิน แต่ในคนที่มีน้ำหนักเกินหรือกินเกินความต้องการของร่างกายบ่อย ๆ ระบบนี้จะเริ่มรวน กลายเป็นภาวะ ดื้อเลปติน (Leptin Resistance) ซึ่งทำให้สมองไม่รับสัญญาณอิ่ม ทั้งที่ไขมันในร่างกายมีมากพอแล้ว
ผลลัพธ์คือ “กินเกินแบบไม่รู้ตัว” หิวบ่อยแม้เพิ่งกินเสร็จ และน้ำหนักเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยไม่เข้าใจสาเหตุ ภาวะนี้มักเกิดร่วมกับการนอนน้อย เครียดสะสม และกินอาหารแปรรูปมากเกินไป หมอแนะนำให้เริ่มจากการพักผ่อนให้พอ ลดของหวาน และเลือกกินอาหารธรรมชาติ เพราะการฟื้นระบบเลปตินให้สมดุลอีกครั้ง จะช่วยให้รู้สึกอิ่มไวและลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นอย่างยั่งยืน
คอร์ติซอล — ความเครียดที่ทำให้ร่างกายสะสมพลังงาน
คอร์ติซอล (Cortisol) เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมหมวกไต ทำหน้าที่เหมือน “สัญญาณเตือนภัย” ของร่างกาย เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งคอร์ติซอลเพื่อเพิ่มพลังงานชั่วคราวให้พร้อมรับมือ แต่ถ้าความเครียดเกิดบ่อยหรือยาวนาน ฮอร์โมนตัวนี้จะทำงานเกินจำเป็น ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินให้กลายเป็นไขมันสะสม โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง
นอกจากนี้ คอร์ติซอลที่สูงต่อเนื่องยังไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนอื่น เช่น อินซูลินและเลปติน ทำให้เผาผลาญพลังงานได้น้อยลงและอยากของหวานมากขึ้น หมอจึงมักแนะนำให้จัดการความเครียดด้วยการนอนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเบา ๆ และฝึกโฟกัสจิตใจ เพราะเมื่อคอร์ติซอลสมดุล ระบบเผาผลาญก็กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง
ไทรอยด์ — ตัวเร่งเผาผลาญที่มักช้าลงโดยไม่รู้ตัว
ไทรอยด์ (Thyroid) เป็นฮอร์โมนที่เปรียบเหมือนตัวเร่งเครื่องยนต์ของร่างกาย” ควบคุมการเผาผลาญพลังงาน อุณหภูมิ และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ แต่ในหลายคน ไทรอยด์กลับทำงานช้าลงโดยไม่รู้ตัว ภาวะนี้เรียกว่า Hypothyroidism ทำให้ระบบเผาผลาญลดความเร็วลง ส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มง่าย เหนื่อยง่าย ผิวแห้ง ผมร่วง และอารมณ์แปรปรวน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาวะไทรอยด์ต่ำมักเกิดจากความเครียด พักผ่อนน้อย หรือขาดไอโอดีนในอาหาร เมื่อร่างกายเผาผลาญช้าลง แม้จะกินเท่าเดิมก็อาจอ้วนขึ้นได้ หมอจึงแนะนำให้ตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์เป็นระยะ โดยเฉพาะในคนที่น้ำหนักขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ เพราะการปรับไทรอยด์ให้สมดุลคือกุญแจสำคัญของการรีเซ็ตระบบเผาผลาญให้กลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพ
เอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรน
ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ไม่ได้มีผลแค่เรื่องเพศ แต่ยังเป็นตัวกำหนด “สมดุลของกล้ามเนื้อและไขมัน” ในร่างกายด้วย เอสโตรเจนสูงเกินไปในผู้หญิงอาจทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ สะสมไขมันบริเวณสะโพกหรือต้นขา ส่วนเทสโทสเตอโรนต่ำในผู้ชายมักทำให้มวลกล้ามเนื้อลดลง เผาผลาญพลังงานได้ช้าลง และน้ำหนักเพิ่มขึ้น
เมื่อสองฮอร์โมนนี้ไม่สมดุล ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะรู้สึกอ่อนเพลีย มีแรงน้อยลง และอารมณ์แปรปรวนได้ง่าย หมอมักแนะนำให้ดูแลด้วยการนอนให้เพียงพอ ลดอาหารมันและหวาน จัดการความเครียด และออกกำลังกายแบบ Strength Training เพื่อกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนในระดับที่เหมาะสม เพราะเมื่อเอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรนบาลานซ์ ร่างกายจะกลับมาฟิต สดชื่น และเผาผลาญได้ดีอีกครั้ง
พฤติกรรมที่ทำให้ฮอร์โมนพังโดยไม่รู้ตัว
หลายคนสงสัยว่า ทำไมยิ่งอดอาหารน้ำหนักถึงไม่ลด? ทั้งที่ตั้งใจเต็มร้อย คำตอบคือร่างกายไม่ได้แค่หิว แต่มันกำลัง ปรับสมดุลฮอร์โมนใหม่เพื่อเอาตัวรอด เมื่อคุณอดอาหาร ฮอร์โมนเกรลินจะหลั่งมากขึ้น ทำให้หิวบ่อย ขณะที่คอร์ติซอลพุ่งเพราะร่างกายเครียด ส่งผลให้เก็บพลังงานแทนการเผา
หมออยากให้ลองเช็กพฤติกรรมในแต่ละวัน เพราะนี่คือ 7 พฤติกรรมประจำวัน ที่ทำให้ระบบฮอร์โมนรวน
- นอนดึกหรือนอนไม่พอ ฮอร์โมนหิวจะหลั่งมากกว่าปกติ
- เครียดสะสม ทำให้คอร์ติซอลสูงจนร่างกายเก็บไขมัน
- กินหวานหรืออาหารแปรรูปบ่อย กระตุ้นอินซูลินสูงและเกิดภาวะดื้ออินซูลิน
- อดอาหารต่อเนื่อง สมองจะสั่งให้ลดการเผาผลาญเพื่อป้องกันภาวะขาดพลังงาน
- ดื่มกาแฟเกินวันละ 2 แก้ว กระตุ้นอะดรีนาลีนและคอร์ติซอลโดยไม่รู้ตัว
- ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ตับทำงานหนักจนฮอร์โมนเพศและอินซูลินแปรปรวน
- ไม่ดื่มน้ำเพียงพอ ทำให้การขับของเสียและฮอร์โมนส่วนเกินสะดุด
คุณอาจไม่ได้แพ้ขนม แต่แพ้พฤติกรรมที่ทำร้ายฮอร์โมนของตัวเอง เพราะต่อให้คุมอาหารเก่งแค่ไหน หากฮอร์โมนยังพัง การลดน้ำหนักก็จะเหมือนพายเรือทวนกระแสเสมอ

วิธีฟื้นสมดุลฮอร์โมนให้ร่างกายกลับมาผอมได้ตามธรรมชาติ
หลายคนถามหมอว่าฟื้นฟูฮอร์โมนต้องใช้เวลานานไหม? คำตอบคือไม่จำเป็นเสมอไปครับ เพราะร่างกายมีศักยภาพในการปรับสมดุลได้เอง ถ้าเราเริ่มจากพฤติกรรมที่ถูกต้องและต่อเนื่อง หมอเรียกแนวทางนี้ว่า คู่มือรีเซ็ตฮอร์โมน 7 วัน สำหรับคนอ้วนเพราะฮอร์โมน เพราะเมื่อฮอร์โมนกลับมาทำงานเป็นระบบ การลดน้ำหนักจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องทรมาน
แนวทางที่หมอแนะนำมีดังนี้
- ปรับอาหาร ลดน้ำตาลและอาหารแปรรูป เพิ่มโปรตีนและไฟเบอร์ เพื่อให้ระดับอินซูลินและเลปตินสมดุล
- นอนให้พอ อย่างน้อยวันละ 6–8 ชั่วโมง เพื่อให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลและเกรลินกลับสู่ระดับปกติ
- ออกกำลังกายให้เหมาะกับระบบเผาผลาญ เช่น เดินเร็ว โยคะ หรือเวทเทรนนิ่ง 3–4 วันต่อสัปดาห์
- จัดการความเครียด ด้วยกิจกรรมที่ชอบ เช่น ฟังเพลง หรือทำสมาธิสั้น ๆ ช่วยลดคอร์ติซอลส่วนเกิน
- ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยดูแล เช่น โปรแกรม IV Drip, เปปไทด์คุมหิว หรือฮอร์โมนบาลานซ์ ภายใต้การประเมินโดยแพทย์
ร่างกายที่กลับมาสมดุลจะลดน้ำหนักเองโดยไม่ต้องทรมาน เพราะหัวใจของการลดน้ำหนักจริง ๆ ไม่ใช่การอด แต่คือการคืนสมดุลให้ฮอร์โมนทำงานได้อย่างถูกจังหวะอีกครั้ง

ปากกาลดน้ำหนัก กับแนวทางการปรับฮอร์โมนในยุคใหม่
หลายคนสงสัยว่า ปากกาลดน้ำหนัก ช่วยปรับฮอร์โมนได้จริงไหม? หมออยากให้เข้าใจก่อนว่าปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่ยาวิเศษ แต่คือเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อฟื้นสมดุลฮอร์โมนความหิวให้ร่างกายกลับมาทำงานอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะยากลุ่ม Liraglutide หรือ GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) ที่เลียนแบบการทำงานของ เปปไทด์คุมหิวแบบธรรมชาติ ซึ่งร่างกายเราหลั่งอยู่แล้วหลังมื้ออาหาร
กลไกของปากกาลดน้ำหนักกับการทำงานของเปปไทด์คุมหิว คือช่วยส่งสัญญาณไปยังสมองว่าร่างกายอิ่มแล้ว พร้อมทั้งชะลอการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหาร ทำให้อิ่มนานขึ้นโดยไม่ต้องอดอาหาร อีกทั้งยังช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล ลดภาวะดื้ออินซูลิน และส่งเสริมการเผาผลาญพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แนวทางนี้จึงถือเป็นการรีเซ็ตระบบฮอร์โมนความหิว ให้กลับมาเป็นธรรมชาติอีกครั้ง โดยทำภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้ปลอดภัย เห็นผล และเหมาะกับภาวะของแต่ละคน ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่คือเครื่องมือแพทย์ที่ช่วยร่างกายกลับไปทำงานอย่างที่ควรจะเป็น เพราะการลดน้ำหนักที่ดี ไม่ได้หมายถึงการกดระบบ แต่คือการปรับให้ร่างกายกลับมาทำงานในจังหวะที่สมบูรณ์
สูตร IV Drip ฟื้นสมดุลฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ
ในคนที่ อ้วนเพราะฮอร์โมน หรือมีภาวะดื้ออินซูลิน ร่างกายมักมีการสะสมไขมันมากขึ้นเพราะระบบเผาผลาญทำงานช้าลง การฟื้นฟูด้วย IV Drip Therapy จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่แพทย์ใช้ช่วย รีเซ็ตระบบภายใน ให้กลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพ เพราะการให้น้ำเกลือผสมวิตามินทางหลอดเลือดดำช่วยให้สารอาหารเข้าสู่เซลล์โดยตรง ดูดซึมได้เกือบ 100% และช่วยบูสต์การทำงานของฮอร์โมนได้เร็วกว่าอาหารเสริมหรือยากินทั่วไป เพราะบางครั้งร่างกายแค่ต้องการการเริ่มต้นใหม่จากภายใน
ที่ TBL Clinic แพทย์จะออกแบบสูตรเฉพาะบุคคล เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายสุขภาพ เช่น ปรับสมดุลฮอร์โมน เสริมพลัง ลดภาวะดื้ออินซูลิน หรือเพิ่มการเผาผลาญไขมัน โดยสูตร IV Drip สำหรับฟื้นฟูฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ 5 สูตรยอดนิยม ดังนี้
สูตร Hormone Balance Drip — ฟื้นสมดุลฮอร์โมนเพศและระบบเผาผลาญ
สูตรนี้ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรนในร่างกาย เหมาะกับคนที่มีอาการน้ำหนักขึ้นง่ายจากฮอร์โมนเพศไม่สมดุล เช่น วัยทำงานปลาย หรือผู้หญิงที่มีภาวะฮอร์โมนแปรปรวนก่อนมีประจำเดือน ช่วยให้ระบบเผาผลาญกลับมาทำงานดีขึ้น ลดอาการบวมน้ำ และเพิ่มความสดชื่นโดยรวม
บทความแนะนำ : Hormone Balance Drip
สูตร Liver Detox Drip — ล้างสารพิษสะสม ลดภาระของตับและฮอร์โมน
ตับคืออวัยวะสำคัญในการกำจัดฮอร์โมนส่วนเกินและของเสียออกจากร่างกาย เมื่อระบบนี้ทำงานหนักเกินไปจะส่งผลให้เกิดภาวะฮอร์โมนคั่งค้างและน้ำหนักขึ้นง่าย สูตรนี้ช่วยล้างสารพิษ ฟื้นฟูการทำงานของตับ และลดภาวะอักเสบในร่างกาย ทำให้ฮอร์โมนกลับมาสมดุลและระบบเผาผลาญดีขึ้น
บทความแนะนำ : Liver Detox Drip
สูตร Energy Booster — เติมพลังให้ร่างกายและกระตุ้นระบบเมตาบอลิซึม
เหมาะกับคนที่รู้สึกเหนื่อยง่าย พลังตก หรือพักผ่อนน้อย สูตรนี้อุดมด้วยวิตามินบีรวมและกรดอะมิโนที่ช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงานได้ดีขึ้น พร้อมกระตุ้นการเผาผลาญไขมันและน้ำตาลในระดับเซลล์ ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นทันทีหลังทำ
บทความแนะนำ : ENERGY BOOSTER Drip
สูตร Metabolic Reset — รีเซ็ตวงจรเผาผลาญให้กลับมาทำงานเต็มระบบ
สูตรนี้เน้นการฟื้นฟูระบบเมตาบอลิซึมโดยรวม เหมาะกับผู้ที่มีภาวะดื้ออินซูลิน น้ำหนักนิ่งมานาน หรือระบบเผาผลาญช้า โดยจะช่วยรีเซ็ตสมดุลพลังงานของร่างกาย กระตุ้นเอนไซม์ที่ใช้สลายไขมัน และช่วยให้การเผาผลาญกลับมาทำงานในระดับที่เหมาะสมอีกครั้ง
สูตร FAT BOMB Drip — ตัวช่วยเผาผลาญไขมันลึกระดับเซลล์
สูตร FAT BOMB ถูกออกแบบมาสำหรับคนที่มีไขมันสะสมดื้อ ลดเท่าไรก็ไม่ลง เพราะระบบเผาผลาญไม่ตอบสนองเหมือนเดิม ภายในสูตรมีส่วนผสมของ L-Carnitine, B-Complex, และสารต้านอนุมูลอิสระระดับเซลล์ ที่ช่วยเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน เร่งการเผาผลาญ และลดอาการอ่อนล้าหลังออกกำลังกาย เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูระบบเผาผลาญอย่างลึกและเห็นผลไว
บทความแนะนำ : FAT BOMB Drip
เพราะการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน เริ่มจากร่างกายที่สมดุล หากคุณกำลังเผชิญปัญหาอ้วนเพราะฮอร์โมน หรือระบบเผาผลาญทำงานช้ากว่าที่ควร หมอแนะนำให้เข้ามาประเมินสุขภาพกับทีมแพทย์ TBL Clinic เพื่อออกแบบสูตร IV Drip เฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นสูตร Hormone Balance, Metabolic Reset, หรือ FAT BOMB Drip เราพัฒนาแต่ละสูตรภายใต้แนวคิด ฟื้นสมดุลก่อนลด เพื่อให้ผลลัพธ์ปลอดภัยและเห็นจริงจากภายใน
ปรึกษาแพทย์หรือจองคิวได้ที่ Line Official หรือ Inbox Facebook
เพราะเมื่อระบบฮอร์โมนกลับมาสมดุล การลดน้ำหนักก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
เมื่อฮอร์โมนกลับมาสมดุล การลดน้ำหนักก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
หลายคนพยายามลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารหนัก ออกกำลังกายเกินขีด แต่ยิ่งทำกลับรู้สึกเหนื่อยและไม่เห็นผล เพราะร่างกายไม่ได้ขาดความพยายาม แต่อาจขาดความสมดุลของฮอร์โมน ซึ่งเป็นตัวควบคุมระบบเผาผลาญ ความหิว ความอิ่ม และพลังงานทั้งหมดในแต่ละวัน
เมื่อฮอร์โมนกลับมาทำงานได้ปกติ ร่างกายจะเริ่มเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดนิ่งขึ้น ความอยากของหวานลดลง และอารมณ์ก็เสถียรมากขึ้น เหมือนร่างกายกลับเข้าสู่จังหวะที่ถูกต้องอีกครั้ง การลดน้ำหนักจึงเกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องฝืนหรืออดจนทรมาน
เพราะร่างกายที่สมดุล จะผอมอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องอด หมอมักบอกคนไข้เสมอว่าการฟื้นฟูฮอร์โมนไม่ใช่ทางลัด แต่คือการเริ่มต้นใหม่ของสุขภาพ เพราะเมื่อระบบภายในกลับมาทำงานอย่างกลมกลืน ร่างกายจะไม่เพียงแค่ผอมลง แต่ยังแข็งแรง สดใส และมีพลังในทุกวันแบบที่ควรเป็นจริงๆ
สรุป อ้วนเพราะฮอร์โมน ปัญหาที่แก้ได้ด้วยความเข้าใจร่างกายและการดูแลที่ถูกวิธี
อ้วนเพราะฮอร์โมน ไม่ใช่เรื่องที่ควรโทษตัวเอง เพราะหลายครั้งร่างกายแค่กำลังส่งสัญญาณว่าระบบภายในทำงานไม่สมดุล ทั้งอินซูลินที่เก็บพลังงานเกินจำเป็น เลปตินที่สมองไม่รับสัญญาณอิ่ม หรือคอร์ติซอลที่พุ่งสูงจากความเครียดจนร่างกายสะสมไขมันมากขึ้น การแก้ปัญหานี้จึงเริ่มจากการฟื้นฟูฮอร์โมนให้กลับมาทำงานในจังหวะที่ถูกต้อง
หมอแนะนำให้เริ่มจากการปรับพฤติกรรมพื้นฐาน เช่น การนอนหลับให้เพียงพอ ลดน้ำตาลในอาหาร จัดการความเครียด และออกกำลังกายที่ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญอย่างพอดี หากต้องการดูแลลึกระดับเซลล์ อาจเสริมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น IV Drip หรือเปปไทด์คุมหิวที่ช่วยปรับสมดุลภายใน เพราะเมื่อเข้าใจร่างกายและดูแลอย่างถูกวิธี การลดน้ำหนักก็ไม่ใช่การต่อสู้ แต่คือการกลับมาฟังร่างกายอีกครั้ง
เพราะการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน เริ่มจากร่างกายที่เข้าใจตัวเอง ถ้าคุณรู้สึกว่าอ้วนเพราะฮอร์โมน หรือพยายามเท่าไรก็น้ำหนักไม่ลง ถึงเวลาให้แพทย์ช่วยประเมินสมดุลภายในของคุณอย่างตรงจุดที่ TBL Clinic เรามีโปรแกรมฟื้นฟูฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ ทั้ง IV Drip Balance, FAT BOMB Drip และ เปปไทด์คุมหิว GLP-1 ที่ออกแบบเฉพาะตามภาวะร่างกายของแต่ละคน
ปรึกษาแพทย์หรือจองคิวได้ทาง Line Official หรือ Inbox Facebook TBL Clinic เพราะร่างกายที่สมดุล จะผอมได้เองโดยไม่ต้องทรมาน
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาการ อ้วนเพราะฮอร์โมน
Q1: ฮอร์โมนอะไรทำให้อ้วนง่ายที่สุด?
อินซูลิน เพราะเมื่อหลั่งมากเกินไปจากการกินหวานบ่อย ร่างกายจะเก็บพลังงานส่วนเกินเป็นไขมันทันที
Q2: จะรู้ได้อย่างไรว่าฉันอ้วนเพราะฮอร์โมน?
หิวบ่อย อิ่มยาก น้ำหนักขึ้นเฉพาะช่วงลำตัว นอนยาก หรืออารมณ์แปรปรวน เป็นสัญญาณว่าฮอร์โมนอาจไม่สมดุล
Q3: ฟื้นฟูฮอร์โมนต้องใช้เวลานานไหม?
โดยทั่วไปใช้เวลา 1–3 เดือน ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและภาวะร่างกายของแต่ละคน
Q4: ปากกาลดน้ำหนักเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนอย่างไร?
ปากกาลดน้ำหนักเลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 ช่วยควบคุมความหิวและปรับระบบเผาผลาญให้สมดุล
Q5: เปปไทด์คุมหิวช่วยปรับฮอร์โมนได้จริงไหม?
จริง เพราะเปปไทด์คุมหิวช่วยให้สมองรับรู้ความอิ่มเร็วขึ้น และลดภาวะดื้ออินซูลินในร่างกาย