TBL Clinic

ร้อยไหมอันตรายไหม ? ฟังหมออธิบายแบบเข้าใจง่ายก่อนตัดสินใจ

ร้อยไหมอันตรายไหม

หัวข้อ

หลายคนได้ยินคำว่า ร้อยไหม แล้วรีบเบรก เพราะกลัวทั้งเข็ม กลัวหน้าเบี้ยว หรือกลัวผลข้างเคียงที่เห็นในรีวิวตามโซเชียล แต่ความจริงแล้ว ร้อยไหมไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ถ้าเข้าใจหลักการทำงานของไหมและเลือกทำกับหมอที่มีเทคนิคถูกต้อง ความเสี่ยงแทบจะถูกลดลงจนแทบเป็นศูนย์ สิ่งที่คนส่วนใหญ่กลัวไม่ใช่หัตถการ แต่คือการทำกับที่ที่ไม่รู้มาตรฐาน มากกว่า หมออยากให้มองว่าการร้อยไหมคือการรีเฟรชผิวแบบซอฟต์ๆ ที่ปลอดภัยและเห็นผลได้จริงในยุคนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเสี่ยงหรือเจ็บตัวเกินจำเป็น ถ้าคุณเคยมีคำถามว่า ร้อยไหมอันตรายไหมจริงหรือเป็นแค่ข่าวลือ? บทความนี้หมอจะเล่าให้ฟังทุกมุมแบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และบอกได้เลยว่าอ่านจบคุณจะมองหัตถการนี้ต่างออกไปแน่นอนครับ

ทำไมหลายคนกลัวคำว่าอันตราย เมื่อพูดถึงการร้อยไหม

สาเหตุที่หลายคนกลัวคำว่าร้อยไหมอันตราย มักไม่ได้มาจากตัวหัตถการ แต่เกิดจากข้อมูลที่ไม่ครบหรือเคสรีวิวที่แชร์ต่อกันบนโซเชียลโดยไม่มีบริบทครับ จริงๆ แล้ว ร้อยไหมไม่อันตราย ถ้าทำโดยแพทย์ที่ผ่านการอบรม ใช้ไหมแท้ที่ผ่าน อย. และมีการวางแนวไหมอย่างถูกวิธี เพราะจุดสำคัญของความปลอดภัยอยู่ที่เทคนิคและการประเมินผิว มากกว่าตัวไหมเอง

แต่ความกลัวก็มักเกิดจากการเลือกคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ใช้ไหมปลอม หรือหมอไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งทำให้เกิดเคสหน้าเบี้ยว เส้นไหมทะลุ หรือช้ำยาวนานเกินปกติจนกลายเป็นไวรัล หมออยากให้เข้าใจว่า หากทำกับคลินิกที่ดีและใช้เทคนิคที่ถูกต้อง ความเสี่ยงเหล่านี้แทบไม่เกิดขึ้นเลย เพราะร้อยไหมในยุคนี้มีการควบคุมความปลอดภัยแบบเดียวกับหัตถการในโรงพยาบาลครับ

ร้อยไหมอันตรายไหม มีผลข้างเคียงแบบไหนบ้าง และอันไหนถือว่าไม่อันตราย 

หลังร้อยไหม หลายคนมักรู้สึกตึงหรือบวมเล็กน้อย จนเกิดคำถามว่าแบบนี้ถือว่าปกติไหม? หมออยากบอกว่า อาการปกติหลังร้อยไหม จะมีอยู่ไม่กี่อย่าง เช่น รอยบวมเล็กๆ บริเวณที่แทงไหม, ผิวตึงในช่วง 3–5 วันแรก และรอยช้ำจาง ๆ จากรอยเข็ม ซึ่งทั้งหมดเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อไหมที่ถูกสอดเข้าไปกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ และจะค่อยๆ หายเองโดยไม่ต้องกังวลครับ

ส่วนที่หลายคนกลัวคือภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นไหมทะลุ ผิวเป็นไต หรือหน้าไม่เท่ากัน ซึ่งความจริงแล้วเกิดขึ้นได้น้อยมาก หากทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และใช้เทคนิคที่ถูกต้อง เช่น ใช้เข็มปลายทู่ (Cannula) และวางแนวไหมตามโครงหน้าโดยไม่ผ่านเส้นประสาทหรือเส้นเลือดหลัก

ความเข้าใจเรื่อง อาการปกติ vs ภาวะแทรกซ้อน คือกุญแจสำคัญในการไม่ตื่นตระหนก เพราะอาการบวม ตึง หรือรอยเข็มเล็กน้อยคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังเริ่มฟื้นฟูผิวจากภายใน แต่ถ้าปวดรุนแรง บวมมาก หรือไหมโผล่ ให้รีบกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินทันที เพราะยิ่งพบเร็ว ยิ่งแก้ไขง่ายและไม่ทิ้งรอยไว้ครับ

อาการปกติที่ไม่ต้องกังวล

หลังร้อยไหม ผิวจะมีการตอบสนองเล็กน้อยซึ่งถือว่า “ปกติ” มากครับ เพราะเป็นกระบวนการฟื้นตัวของร่างกายที่กำลังสร้างคอลลาเจนใหม่ หมออยากให้เข้าใจว่าอาการเหล่านี้ไม่อันตราย และจะหายไปเองภายใน 3–5 วัน โดยมีลักษณะประมาณนี้

  • บวมเล็กน้อยบริเวณแนวไหม มักเกิดใน 1–2 วันแรก เป็นเพราะร่างกายกำลังอักเสบแบบดี (inflammatory healing) เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • รู้สึกตึงหรือหน่วงใต้ผิว เป็นผลจากไหมที่กำลังดึงผิวให้กระชับ ซึ่งจะค่อย ๆ คลายตัวลงเองในไม่กี่วัน
  • รอยแดงจากรอยเข็ม มักหายภายใน 2–3 วัน อาจใช้ครีมลดรอยแดงที่มีส่วนผสมของวิตามิน K หรือสารสกัดใบบัวบกช่วยให้จางเร็วขึ้น
  • รอยช้ำเล็ก ๆ (บางรายเท่านั้น) เกิดจากเส้นเลือดฝอยแตกช่วงสอดไหม ไม่เป็นอันตรายและหายได้เอง

ภาวะแทรกซ้อนที่ควรรีบพบแพทย์

แม้การร้อยไหมจะปลอดภัยสูง แต่ถ้ามีอาการบางอย่างเกิดขึ้น ควรรีบกลับมาพบหมอทันที เพื่อประเมินและแก้ไขอย่างถูกวิธี เพราะบางกรณีอาจเป็น ภาวะแทรกซ้อน ที่ไม่ควรปล่อยไว้ครับ

  • เส้นไหมทะลุออกนอกผิว มักเห็นเป็นจุดนูนหรือไหมโผล่จากรูขุมขน เกิดจากไหมอยู่ตื้นเกินไป ต้องให้หมอตัดหรือดันกลับตำแหน่งเดิม
  • ผิวไม่เท่ากันหรือมีรอยบุ๋ม อาจมาจากไหมตึงไม่เท่ากัน หรือการวางแนวไหมผิดตำแหน่ง ควรให้แพทย์ประเมินเพื่อปรับสมดุลผิวโดยเร็ว
  • อาการชาเกิน 5 วัน บ่งบอกว่าไหมอาจใกล้แนวเส้นประสาท หรือเกิดการกดเบา ๆ ที่เส้นประสาทชั่วคราว ต้องตรวจตำแหน่งไหมทันที
  • บวมแดงมากกว่าปกติ หรือมีของเหลวไหล อาจมีการติดเชื้อในชั้นผิว จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะหรือเปิดระบาย

อาการเหล่านี้ไม่ควรปล่อยให้หายเอง เพราะยิ่งมาช้า โอกาสเกิดพังผืดหรือรอยถาวรจะยิ่งมาก หมอแนะนำว่าเห็นผิดปกติ รีบมาหาหมอไว้ก่อนดีที่สุดครับ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเล็กกลายเป็นเคสใหญ่ในภายหลัง

ความอันตรายที่มักเกิดขึ้นจากการร้อยไหมผิดวิธี

ร้อยไหมผิดวิธี ถือเป็นจุดเสี่ยงหลักที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าการร้อยไหมอันตราย ทั้งที่จริงแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไหม แต่อยู่ที่เทคนิคของผู้ร้อย หมออยากให้เข้าใจว่า หากไหมถูกวางในชั้นผิวที่ไม่ถูกต้อง ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนจากยกสวยเป็นหน้าเบี้ยวได้ในทันที

  • ร้อยไหมผิดชั้นผิว: ถ้าไหมอยู่ตื้นเกินไป จะเห็นเป็นรอยนูนหรือเส้นไหมโผล่ใต้ผิว แต่ถ้าอยู่ลึกเกินไป อาจไปกระทบเส้นเลือดหรือเส้นประสาท ทำให้ปวด ชา หรือบวมช้ำได้นาน
  • ร้อยไหมไม่ตามแนวแรงดึงของใบหน้า ทำให้หน้าไม่เท่ากัน ยกไม่สมมาตร หรือเกิดรอยบุ๋มบางจุด
  • ใช้ไหมไม่ได้มาตรฐานหรือไม่มี อย. เพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อ เพราะร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
  • ร้อยไหมจำนวนมากเกินจำเป็น ผิวอาจแข็งหรือดึงรั้งจนดูไม่เป็นธรรมชาติ

ดังนั้น ความอันตรายของการร้อยไหมไม่ได้เกิดจากตัวไหม แต่เกิดจากมือคนร้อยและความเข้าใจในกายวิภาค (Facial Anatomy) ของแต่ละคนครับ ถ้าเทคนิคถูกต้อง ความเสี่ยงแทบเป็นศูนย์เลยครับ

ไหมแต่ละชนิดมีระดับความปลอดภัยต่างกันอย่างไร ?

ไหมที่ใช้ในการร้อยไหมมีหลายชนิด และแต่ละแบบก็มีระดับความปลอดภัย ที่ต่างกันไปตามโครงสร้างวัสดุและระยะเวลาการสลายตัวในร่างกาย หมอจะอธิบายให้เข้าใจง่ายแบบนี้ครับ

  • ไหม PDO (Polydioxanone) เป็นไหมที่ได้รับความนิยมสูงสุดเพราะมีความปลอดภัยและสลายได้เองภายใน 6–8 เดือน ตัวไหมจะค่อย ๆ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวกระชับและเรียบเนียนขึ้น เหมาะกับคนที่เริ่มต้นทำครั้งแรกหรือกลัวเจ็บ เพราะเส้นเล็กและมีแรงดึงนุ่มนวล
  • ไหม PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ให้ผลยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจนได้ดีมาก แต่สลายช้ากว่า PDO (ประมาณ 12–18 เดือน) เหมาะกับคนที่ต้องการผลระยะยาว แต่ต้องใช้เทคนิคที่แม่นยำกว่าปกติ เพราะเส้นไหมแข็งกว่าเล็กน้อย
  • ไหม PCL (Polycaprolactone) เป็นไหมระดับพรีเมียมที่มีความยืดหยุ่นสูง สลายตัวช้าที่สุด (18–24 เดือน) และผ่านการรับรองความปลอดภัยจาก อย. ทั้งในไทยและต่างประเทศ

เทคนิคของหมอที่ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ร้อยไหมปลอดภัย 

สิ่งที่ทำให้การร้อยไหม ปลอดภัยไม่ใช่แค่ตัวไหม แต่คือเทคนิคของหมอที่ใส่ใจในทุกดีเทล ตั้งแต่การประเมินโครงหน้าไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย เพราะแต่ละคนมีชั้นผิว เส้นเลือด และแนวแรงดึงไม่เหมือนกัน หมอจะอธิบายให้เห็นภาพชัดๆ ว่าทำยังไงถึงลดความเสี่ยงได้จริงครับ

  • ประเมินชั้นผิวและโครงสร้างหน้า (Facial Mapping) ก่อนเริ่มทุกเคส หมอจะวิเคราะห์แนวกล้ามเนื้อ เส้นเลือด และชั้นไขมัน เพื่อวางแนวไหมให้ปลอดภัยและยกตรงจุดที่ต้องการ
  • ใช้เข็มปลายทู่ (Cannula) เทคนิคนี้ช่วยหลบเส้นเลือดใหญ่และเส้นประสาท ทำให้ลดโอกาสช้ำ บวม หรือไหมทะลุ เหมาะกับคนที่กลัวเจ็บหรือผิวบาง
  • วางแนวไหมตามแรงดึงของผิว (Tension Line) การวางไหมตามแนวแรงดึงธรรมชาติของใบหน้าช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและลดแรงรั้งผิดทิศทาง
  • ใช้เทคนิค Pain-Control Thread Lift หมอจะใช้ยาชา 2 ชั้นร่วมกับเทคนิคเฉพาะ เพื่อให้ระหว่างทำแทบไม่รู้สึกเจ็บ
  • เช็กความรู้สึกคนไข้ระหว่างทำ หมอจะถามตลอดว่ามีตึงหรือเจ็บไหม เพื่อปรับความลึกและแรงดึงให้พอดี

สัญญาณเตือนหลังร้อยไหมที่ควรรีบมาพบแพทย์

ลังร้อยไหมเสร็จ ส่วนใหญ่จะมีเพียงอาการบวม ตึง หรือรอยแดงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ถ้ามีบางอย่างรู้สึกผิดปกติเกินไป ควรรีบกลับมาพบหมอเพื่อประเมินทันที เพราะอาการบางอย่างอาจเป็น สัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อน ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีครับ

  • เจ็บหรือปวดรุนแรงมากกว่าปกติ หากรู้สึกปวดแปลบหรือปวดลึกนานเกิน 48 ชม. อาจเกิดจากการกดทับของเส้นไหมหรือเส้นเลือด ต้องให้หมอประเมินตำแหน่งไหมอีกครั้ง
  • มีรอยบุ๋มหรือหน้าไม่เท่ากัน อาจเกิดจากไหมดึงแรงเกินไปหรือแนวไหมไม่สมดุล หมอสามารถปรับไหมให้กลับเข้าที่ได้ถ้ามาพบเร็ว
  • เส้นไหมทะลุหรือเห็นปลายไหมใต้ผิว ถือเป็นภาวะที่ควรมาพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อเล็มไหมหรือดันกลับอย่างถูกวิธี ป้องกันการติดเชื้อ
  • บวมแดงร้อนหรือมีของเหลวไหล เป็นสัญญาณของการอักเสบหรือติดเชื้อ ควรได้รับยาปฏิชีวนะโดยทันที

หมอย้ำเสมอว่า ยิ่งพบหมอเร็ว ยิ่งลดโอกาสเกิดพังผืดและรอยแผลถาวร อย่ารอให้อาการหายเอง เพราะบางครั้งสิ่งที่แก้ง่ายภายในวันเดียว อาจกลายเป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายสัปดาห์ครับ

สรุป ร้อยไหมไม่อันตราย ถ้าเลือกหมอและคลินิกที่ไว้ใจได้

จริงๆ แล้ว ร้อยไหม ไม่ใช่หัตถการที่อันตรายครับ สิ่งที่ทำให้หลายคนกลัว มักไม่ใช่ตัวไหม แต่คือการเลือกที่ผิด มากกว่าทั้งการเลือกคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือหมอที่ไม่มีใบอนุญาต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ไม่จำเป็น หมออยากให้มองว่าการร้อยไหมคือการดูแลผิวในเชิงการแพทย์ ที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ทางกายวิภาคและเทคนิคเฉพาะ เพื่อให้ผลลัพธ์ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติที่สุด

หากเลือกทำกับหมอที่มีประสบการณ์และใช้ไหมแท้ที่ผ่าน อย. ความเสี่ยงแทบจะไม่มีเลย เพราะทุกขั้นตอนสามารถควบคุมได้ทั้งระดับความลึกและแรงดึงของไหม หมอย้ำเสมอว่าความปลอดภัยเริ่มจากการเลือก และถ้าคุณยังลังเลว่าแบบไหนเหมาะกับผิวตัวเอง แวะมาปรึกษาที่ TBL Clinic ได้เลยครับ หมอพร้อมประเมินแนวไหมที่เข้ากับใบหน้าคุณโดยเฉพาะ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ ทักมาได้เลยที่ Line Official หรือ Inbox Facebook

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการ ร้อยไหมอันตรายไหม

  1. ร้อยไหมอันตรายไหมถ้าทำครั้งแรก?
    → ไม่อันตราย หากตรวจประเมินก่อนทำและใช้ไหมที่ได้รับ อย.
  2. ร้อยไหมผิดชั้นจะเกิดอะไรขึ้น?
    → อาจเกิดรอยบุ๋มหรือช้ำ แต่สามารถแก้ไขได้ถ้ามาพบแพทย์ทัน
  3. ร้อยไหมกับฟิลเลอร์อันไหนเสี่ยงกว่ากัน?
    → ทั้งสองอย่างปลอดภัยเท่ากันหากอยู่ในมือแพทย์ที่ชำนาญ
  4. ร้อยไหมใช้เวลานานไหม?
    → ประมาณ 30–45 นาที และไม่ต้องพักฟื้น
  5. คลินิกแบบไหนที่ปลอดภัยสำหรับการร้อยไหม?
    → ต้องมีใบอนุญาตประกอบสถานพยาบาล หมอมีใบประกอบวิชาชีพ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี อย.