หลายคนมักรู้สึกว่าใต้ตาตัวเองดูคล้ำ ลึก หรือโทรมกว่าอายุจริง ทั้งที่พักผ่อนดีแล้วก็ตาม ทำให้หน้าดูเหนื่อยง่าย เวลาเจอกระจกหรือถ่ายภาพแบบไม่ตั้งใจ มักรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ และเริ่มสนใจการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา แต่ก็ยังกังวลว่าปลอดภัยจริงไหม
ในฐานะหมอ สิ่งที่อยากให้เข้าใจก่อนคือ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากใช้สารเติมเต็มชนิด HA ที่ออกแบบมาสำหรับงานละเอียด และฉีดตามโครงสร้างผิวอย่างเหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยลดเงาใต้ตา ทำให้หน้าดูสดขึ้นทันทีแบบไม่หลอกตา ต่อจากนี้ ผมจะอธิบายทุกเรื่องที่ควรรู้ตั้งแต่ฟิลเลอร์คืออะไร เหมาะกับใครบ้าง ไปจนถึงวิธีเลือกแบบปลอดภัย เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นแบบสบายใจมากกว่าเดิม
ฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร และช่วยแก้อะไรได้บ้าง
ฟิลเลอร์ใต้ตา คือการใช้สารเติมเต็มชนิด Hyaluronic Acid (HA) เพื่อช่วยคืนวอลลุ่มให้บริเวณใต้ตาที่มีการยุบตัวตามโครงสร้าง ทำให้ร่องน้ำตาดูลึก เงาใต้ตาเด่น และใบหน้าโดยรวมดูเหนื่อยกว่าความเป็นจริง ฟิลเลอร์ HA มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสารที่มีอยู่ในผิวตามธรรมชาติ จึงเข้ากันได้ดี สลายได้เอง และปลอดภัยเมื่อฉีดอย่างถูกเทคนิค
โดยทั่วไป ฟิลเลอร์ใต้ตาจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเห็นผลชัดเจน
- ใต้ตาลึกจาก Fat loss เมื่อชั้นไขมันบริเวณใต้ตาลดลง เงาจะตกบริเวณร่อง ทำให้เกิดลักษณะ เหมือนโหมงานหนัก ตลอดเวลา
- ร่องน้ำตาที่ทำให้หน้าโทรม ฟิลเลอร์จะช่วยเติมร่องให้ดูเรียบขึ้น ลดความต่างระดับของผิว
- ความคล้ำแบบโครงสร้าง (Shadowing) คือคล้ำที่ไม่ได้เกิดจากเม็ดสี แต่เกิดจากแสงที่สะท้อนตามความลึกของผิว การเติมฟิลเลอร์จะช่วยให้บริเวณนี้ดูสว่างขึ้น
- ถุงใต้ตาขนาดเล็กหรือช่องว่างไม่สม่ำเสมอ เหมาะกับเคสที่ยังไม่ถึงขั้นต้องทำผ่าตัด ช่วยบาลานซ์ระดับผิวให้เนียนขึ้น
ด้วยคุณสมบัติของ ฟิลเลอร์ใต้ตา ที่เน้นการเติมอย่างพอดี จะช่วยให้หน้าดูสดขึ้นทันทีแบบไม่โป๊ะ และยังคงความเป็นธรรมชาติ เหมือนพักผ่อนเต็มอิ่มกว่าเดิมอย่างชัดเจน
ฟิลเลอร์ใต้ตา เหมาะกับใครบ้าง
ฟิลเลอร์ใต้ตา เหมาะกับหลายกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่รู้สึกว่าหน้าดูเหนื่อย โทรม หรือไม่สดชื่นแม้นอนครบ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากโครงสร้างบริเวณใต้ตาที่ขาดวอลลุ่ม หรือเกิดเงาลึกมากกว่าปัญหาเม็ดสี โดยสามารถแบ่งกลุ่มคนที่เหมาะกับการฉีดได้ดังนี้
- ใต้ตาลึกจากการยุบตัวของชั้นไขมัน (Fat loss) ทำให้เกิดร่องลึกชัดเจน แสงตกเงาเห็นเด่นทุกครั้งที่ถ่ายรูป
- ร่องน้ำตา (Tear Trough) ชัด ลักษณะเป็นรอยคาดใต้ตาแบบเส้นยาว ทำให้ดูเหมือนเพิ่งร้องไห้หรือพักผ่อนไม่พอ
- โหนกแก้มแอ่งหรือสันหน้าไม่รับกัน ช่องว่างระหว่างใต้ตาและแก้มชัดเจน ทำให้เกิดเงาคล้ำตลอดเวลา
- คล้ำแบบโครงสร้าง ไม่ใช่เม็ดสี คือคล้ำเพราะความลึกของผิว ไม่ใช่เพราะเมลานิน หากเติมผิวให้เรียบขึ้น สีจะดูสว่างขึ้นทันที
สำหรับคนที่รู้สึกว่าใต้ตาทำให้ลุคดูเหนื่อย ฟิลเลอร์ใต้ตาจะช่วยรีเฟรชหน้าให้ดูสดขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ และปรับรายละเอียดให้กล้องหน้าดูดีขึ้นโดยไม่ต้องแต่งหนัก
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายไหม
การ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ไม่ได้อันตรายอย่างที่หลายคนกังวล หากเข้าใจโครงสร้างบริเวณนี้อย่างถูกต้อง ใต้ตาเป็นพื้นที่ที่มีเส้นเลือดจำนวนมาก รวมถึงร่องลึกตามกระดูกเบ้าตา ซึ่งทำให้เงาใต้ตาดูชัดกว่าบริเวณอื่น จุดสำคัญคือการวางฟิลเลอร์ให้ถูกชั้นผิว ไม่กดทับเส้นเลือด และไม่ให้เกิดการกระจายตัวผิดตำแหน่ง
เทคนิคที่ช่วยลดความเสี่ยง เช่น การใช้ฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid ที่สลายได้ การเลือกเนื้อฟิลเลอร์ที่ออกแบบมาสำหรับงานละเอียด และการประเมินพ็อกเก็ตใต้ตาว่าลึกตื้นแค่ไหนก่อนฉีด นอกจากนี้ การใช้คานูลา (Cannula) แทนเข็มปลายแหลมในบางเคส ยังช่วยลดโอกาสกระทบเส้นเลือดได้ดี
เมื่อฉีดอย่างถูกต้อง ฟิลเลอร์สามารถแก้ปัญหาใต้ตาลึกและเงาคล้ำได้อย่างชัดเจนแบบธรรมชาติ ความปลอดภัยจึงขึ้นกับการประเมิน และ เทคนิค เป็นหลัก มากกว่าตัวฟิลเลอร์เอง การเข้าใจโครงสร้างใต้ตาแบบละเอียดจะช่วยให้ผลลัพธ์สวยและลดโอกาสเกิดปัญหาได้มากที่สุด
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา แล้วอันตรายเกิดจากอะไร
อันตรายจากการ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากตัวฟิลเลอร์เอง แต่เกิดจากวิธีการฉีดและแหล่งบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลให้ใต้ตาบวมเป็นก้อน สีฟิลเลอร์เปลี่ยน หรือรุนแรงถึงขั้นเสี่ยงต่อเส้นเลือด โดยสาเหตุหลักที่ต้องระวังมีดังนี้
- ฉีดผิดชั้นผิวหรือผิดตำแหน่ง ทำให้ฟิลเลอร์กดทับเส้นเลือด หรือเกิดอาการ Tyndall effect ใต้ตาดูเป็นเงาน้ำเงิน
- ใช้ฟิลเลอร์ปลอม หรือฟิลเลอร์ที่ไม่ใช่ HA เสี่ยงติดค้างในเนื้อเยื่อ ไม่สลาย และอาจเกิดการอักเสบตามมาได้
- มือไม่ชำนาญ ไม่ประเมินพ็อกเก็ตใต้ตา เทคนิควางฟิลเลอร์ต้องละเอียด หากประเมินโครงสร้างไม่ถูกต้องจะเกิดก้อนหรือฟิลเลอร์ไหลง่าย
- หมอกระเป๋า / คลินิกเถื่อน ขาดความรู้เรื่องเส้นเลือดรอบตา และไม่สามารถจัดการภาวะแทรกซ้อนได้อย่างปลอดภัย
- อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ฟิลเลอร์กระจายตัวไม่สม่ำเสมอและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
การเลือกคลินิกที่ใช้ฟิลเลอร์ HA แท้ มีมาตรฐาน และมีการประเมินโครงสร้างก่อนฉีด จะช่วยลดความเสี่ยงจากการแก้ไข ฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายไหม ได้เกือบทั้งหมด
ฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้นานแค่ไหน ขึ้นกับอะไรบ้าง
อายุของ ฟิลเลอร์ใต้ตา โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 8–18 เดือน แต่ในความจริงแล้วผลลัพธ์ของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะใต้ตาเป็นบริเวณที่ผิวบาง มีกล้ามเนื้อทำงานตลอดเวลา และมีความแตกต่างด้านโครงสร้างของชั้นไขมัน ทำให้การคงตัวของฟิลเลอร์ขึ้นกับหลายปัจจัยร่วมกัน
สิ่งที่มีผลต่ออายุฟิลเลอร์ใต้ตา ได้แก่
- รุ่นของฟิลเลอร์และระดับการ Cross-link ฟิลเลอร์เนื้อนุ่มให้ความเป็นธรรมชาติสูง แต่จะสลายเร็วกว่าเนื้อแน่นที่ถูกออกแบบมาเพื่อคงรูปนานกว่า
- สภาพผิวและการใช้ชีวิต ผิวมัน พักผ่อนน้อย หรือใช้ชีวิตแบบเจอความร้อนบ่อย เช่น ซาวน่า ออกแดดจัด จะทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วขึ้น
- การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อรอบดวงตา การยิ้ม หัวเราะ หรือแสดงสีหน้าบ่อย ทำให้ฟิลเลอร์มีแรงกดอยู่ตลอดเวลา
- การดูแลหลังฉีด หลีกเลี่ยงการกดนวดและงดความร้อนช่วงแรก ช่วยยืดอายุฟิลเลอร์ได้จริง
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ใต้ตาของแต่ละคนยาว–สั้นไม่เท่ากัน จึงควรเลือกฟิลเลอร์และเทคนิคให้เหมาะกับสภาพผิวตัวเองมากที่สุด
วิธีการดูแลตัวเองหลัง ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
การดูแลตัวเองหลัง ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นขั้นตอนสำคัญมาก เพราะใต้ตาเป็นบริเวณผิวบาง มีเส้นเลือดจำนวนมาก และต้องการเวลาให้ฟิลเลอร์ตั้งตัวอย่างเหมาะสม หากดูแลถูกวิธี ผลลัพธ์จะเนียนและอยู่ได้นานขึ้น โดยสามารถทำตามคำแนะนำต่อไปนี้ได้เลย
- ประคบเย็นเบาๆ ใน 24 ชั่วโมงแรก ช่วยลดบวม ลดอุณหภูมิผิว และทำให้ความรู้สึกสบายขึ้นแบบไม่ระคายเคือง
- หลีกเลี่ยงการกด นวด หรือถูใต้ตาแรง ๆ ฟิลเลอร์ยังไม่เซตตัวดี การกดผิดตำแหน่งอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนหรือเป็นก้อนได้
- งดออกกำลังกายหนักและงดห้องร้อน เช่น ซาวน่า ความร้อนทำให้เส้นเลือดขยาย ส่งผลต่อการกระจายตัวของฟิลเลอร์และเพิ่มอาการบวม
- งดแต่งหน้าใกล้ใต้ตา 24 ชั่วโมงแรก ป้องกันการระคายเคืองและการเสียดสีบริเวณผิวที่เพิ่งฉีด
- นอนศีรษะสูงในคืนแรก ลดการคั่งของน้ำและช่วยให้บวมลดลงเร็วขึ้น
ต้องใช้ฟิลเลอร์ใต้ตากี่ CC ถึงจะพอดี
ปริมาณ ฟิลเลอร์ใต้ตา ที่ต้องใช้จริง ๆ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างลึกตื้นของแต่ละคน ไม่สามารถกำหนดเป็นตัวเลขตายตัวได้ แต่โดยเฉลี่ยจะใช้ประมาณ 0.5–1.5 CC ต่อข้าง โดยการประเมินต้องดูระดับการยุบตัวของชั้นไขมันและความต่างระดับระหว่างใต้ตากับโหนกแก้มร่วมด้วย
โดยสามารถแบ่งแนวทางการใช้ CC ได้ดังนี้
- 0.5 CC ต่อข้าง เหมาะกับคนที่ร่องน้ำตาตื้น ต้องการเติมให้ผิวเรียบขึ้นเล็กน้อยแบบเนียน ๆ
- 1 CC ต่อข้าง พบได้บ่อยที่สุด ใช้ในเคสที่ใต้ตาลึกระดับกลาง ต้องการปรับโครงสร้างให้สว่างและดูสดขึ้นทันที
- 1.5 CC ต่อข้าง เหมาะกับผู้ที่มี Fat loss มาก หรือมีช่องว่างชัด ทำให้เกิดเงาเข้มตลอดเวลา
การใช้ฟิลเลอร์ให้พอดีสำคัญมากเพราะ น้อยเกินไปจะไม่เห็นผล แต่เยอะเกินไปจะดูตุ่ย จึงต้องประเมินอย่างละเอียดก่อนฉีดทุกครั้ง
หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จะเห็นผลลัพธ์ยังไง
หลัง ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีประมาณ 60–70% ใต้ตาที่เคยลึกหรือเป็นเงาชัดจะดูเต็มขึ้น ทำให้หน้าดูสดขึ้นแบบไม่ต้องพยายามมาก แต่ในช่วง 1–2 วันแรกอาจมีบวมเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นปกติของชั้นผิวบริเวณนี้
ผลลัพธ์จะค่อยๆ เนียนขึ้นเรื่อย ๆ ภายใน 7–14 วัน เมื่อฟิลเลอร์จัดตัวเข้าที่มากขึ้น เงาคล้ำที่เกิดจากโครงสร้างจะลดลงอย่างชัดเจน และสีใต้ตาจะดูสว่างขึ้นโดยไม่ต้องแต่งกลบเยอะเหมือนเดิม
ถ้าฉีดปริมาณที่เหมาะกับโครงสร้างหน้า ฟิลเลอร์จะให้ผลลัพธ์แบบเป็นธรรมชาติ ไม่โป๊ะ และไม่ทำให้ใต้ตาตุ่ยเกินไป ช่วยให้ภาพรวมใบหน้าดูสดใสขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ทำ และชัดที่สุดเมื่อครบสองสัปดาห์
ข้อควรระวังหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
ข้อควรระวังหลัง ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาสวย เนียน และอยู่ได้นานขึ้น เพราะผิวบริเวณนี้ค่อนข้างบางและมีเส้นเลือดจำนวนมาก การดูแลที่ถูกต้องจะช่วยลดการบวม ฟิลเลอร์เคลื่อน หรือเกิดก้อน ซึ่งสามารถทำตามแนวทางต่อไปนี้
- หลีกเลี่ยงการกด นวด หรือถูใต้ตาแรง ๆ ฟิลเลอร์ยังไม่จัดตัวสมบูรณ์ การกดผิดตำแหน่งอาจทำให้ฟิลเลอร์ไหลหรือเป็นก้อนได้
- งดออกกำลังกายหนัก 24–48 ชั่วโมง การเพิ่มอุณหภูมิร่างกายและอัตราการไหลเวียนเลือด ทำให้บวมง่ายและรบกวนการตั้งตัวของฟิลเลอร์
- หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น ซาวน่า สตรีม อาบน้ำร้อนจัด ความร้อนทำให้เส้นเลือดขยาย ส่งผลให้ฟิลเลอร์กระจายไม่สม่ำเสมอ
- งดแต่งหน้าบริเวณใต้ตาในวันแรก ลดความเสี่ยงการระคายเคืองและการเสียดสีผิว
- นอนศีรษะสูงในคืนแรก ช่วยให้บวมลดลงเร็วและลดการคั่งของของเหลวในชั้นผิว
ฟิลเลอร์ใต้ตาใช้รุ่นไหนแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง
การเลือก ฟิลเลอร์ใต้ตา ให้เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละคนสำคัญมาก เพราะผิวบริเวณนี้บางที่สุดบนใบหน้า ต้องใช้ฟิลเลอร์เนื้อนุ่ม กระจายตัวดี ไม่เป็นก้อนง่าย และสลายได้อย่างปลอดภัย รุ่นที่ใช้กันในคลินิกส่วนใหญ่เป็นฟิลเลอร์ HA ที่ผ่าน อย. และมีความยืดหยุ่นเหมาะกับงานละเอียด โดยแต่ละรุ่นมีความเด่นต่างกัน ดังนี้
- Restylane Eyelight
เหมาะกับคนที่มีใต้ตาลึกแบบโครงสร้าง (Tear Trough) เนื้อฟิลเลอร์ถูกออกแบบให้ยกพยุงได้ดี ไม่ฟุ้งง่าย และลดเงาใต้ตาอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะกับเคสที่ต้องการความเนียนแต่ยังคงโครงสร้าง - Juvederm Volbella
เนื้อนุ่ม ละเอียด กระจายตัวดีมาก เหมาะกับคนที่มีคล้ำแบบโครงสร้างหรือร่องตาตื้น ต้องการเติมแบบบางๆ แต่ให้ผิวดูเนียนขึ้น เหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์แบบกลืนกับผิว - Neuramis Deep
เหมาะกับเคสที่มีการยุบตัวของชั้นไขมันมาก หรือมีช่องว่างชัดระหว่างใต้ตากับโหนกแก้ม เนื้อคงรูปได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ยังนุ่มพอสำหรับบริเวณผิวบาง - Restylane Lyft (บางเคส)
เหมาะกับการพยุงใต้ตาจากบริเวณแก้มส่วนบน เพื่อช่วยปรับโครงสร้างก่อนเติมใต้ตาโดยตรง - Juvederm Ultra XC (เฉพาะเคสผิวแข็งแรง)
ใช้ในเคสที่ต้องการความยืดหยุ่นสูงและต้องการเติมพื้นที่กว้าง แต่ต้องประเมินอย่างละเอียดก่อนใช้
การเลือกฟิลเลอร์ใต้ตาจึงไม่ใช่แค่เลือกยี่ห้อที่ดัง แต่ต้องเลือกรุ่นที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับผิวบริเวณนี้จริง เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดูสดใส ปลอดภัย และเป็นธรรมชาติที่สุด โดยเฉพาะในเคสที่มีปัญหา ฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานแค่ไหน หรือการกระจายตัวผิดตำแหน่ง การเลือกรุ่นให้ถูกตั้งแต่แรกสำคัญมากที่สุด
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ที่ TBL Clinic ดีอย่างไร
การ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ที่ TBL Clinic ถูกออกแบบมาให้เน้นความปลอดภัยก่อนผลลัพธ์เสมอ เพราะใต้ตาเป็นโซนที่ต้องใช้เทคนิคละเอียดเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องเส้นเลือด พ็อกเก็ตไขมัน และโครงสร้างผิวที่บางกว่าบริเวณอื่น การประเมินที่แม่นยำจึงสำคัญมาก ซึ่งที่นี่มีแนวทางดูแลแบบเป็นระบบดังนี้
- ใช้ฟิลเลอร์ HA แท้ 100% ทุกเคส เปิดกล่องให้ดูต่อหน้า ลดความเสี่ยงฟิลเลอร์ปลอม และให้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยกว่าในระยะยาว
- ประเมินโครงสร้างใต้ตารายบุคคล ดูระดับ Fat loss, การยุบตัวของพ็อกเก็ต และความเชื่อมต่อระหว่างใต้ตา–แก้ม เพื่อเลือกปริมาณที่เหมาะสม ไม่ทำให้ใต้ตาตุ่ย
- เทคนิคการฉีดที่ลดการกระทบเส้นเลือด ใช้เข็มหรือคานูลาให้สอดคล้องกับโครงสร้างของแต่ละคน เพื่อให้ฟิลเลอร์อยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติที่สุด
- ออกแบบผลลัพธ์แบบเนียน ไม่โป๊ะ เน้นเติมเท่าที่จำเป็น เพื่อแก้ทั้งใต้ตาลึกและเงาคล้ำจากโครงสร้าง
- ดูแลหลังทำแบบติดตามต่อเนื่อง เพื่อตรวจการตั้งตัวของฟิลเลอร์ว่าเข้าที่ดีและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน
ถ้าอยากแก้ใต้ตาให้ดูสดขึ้นแบบปลอดภัย สามารถทักปรึกษาฟรีได้ที่ Line Official หรือ Inbox Facebook ของ TBL Clinic ทีมแพทย์พร้อมประเมินให้แบบตัวต่อตัวก่อนตัดสินใจ
รีวิว ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
ฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา
ราคาของ ฟิลเลอร์ใต้ตา จะแตกต่างกันตามรุ่นฟิลเลอร์ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และเทคนิคที่ใช้เฉพาะในแต่ละเคส โดยทั่วไปฟิลเลอร์ใต้ตาที่เป็น HA แท้และผ่าน อย. จะอยู่ในช่วงประมาณ 8,900–15,000 บาทต่อ 1 CC ทั้งนี้ปริมาณที่ใช้มักอยู่ที่ 1–2 CC รวมสองข้าง ขึ้นอยู่กับความลึกของร่องและโครงสร้างผิว
บริเวณใต้ตาเป็นโซนละเอียด การเลือกฟิลเลอร์เกรดงานละเอียด เช่น Restylane Eyelight หรือ Juvederm Volbella จะช่วยให้ผลลัพธ์กลืนผิวและเป็นธรรมชาติมากกว่า แม้ราคาจะต่างกันเล็กน้อย แต่ให้ความปลอดภัยสูงกว่าและลดโอกาสเกิดก้อนในระยะยาว
สรุป ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าทำอย่างถูกวิธี เลือกฟิลเลอร์แท้ และเลือกฉีดกับแพทย์
การ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด หากทำอย่างถูกวิธี ใช้ฟิลเลอร์ HA แท้ และฉีดโดยแพทย์ที่เข้าใจโครงสร้างบริเวณใต้ตาอย่างละเอียด บริเวณนี้มีเส้นเลือดและชั้นผิวที่บางเป็นพิเศษ จึงต้องประเมินเชิงกายวิภาคก่อนทุกเคส เพื่อให้การวางฟิลเลอร์มีความแม่นยำและเป็นธรรมชาติที่สุด
เมื่อเลือกฟิลเลอร์ที่เหมาะกับงานละเอียด เช่น Restylane Eyelight หรือ Volbella และใช้เทคนิคการวางอย่างพอดี ปัญหาใต้ตาลึก เงาคล้ำ และความโทรมจะดีขึ้นแบบเห็นได้ชัดโดยไม่ทำให้ใต้ตาตุ่ยหรือเป็นก้อน นอกจากนี้ ฟิลเลอร์ HA ยังสามารถสลายได้หากต้องการแก้ไข จึงปลอดภัยในระยะยาว
สรุปคือ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาปลอดภัยกว่าที่หลายคนคิดมาก หากเลือกผลิตภัณฑ์แท้และฉีดกับแพทย์ที่มีความรู้ด้านกายวิภาคอย่างถูกต้อง ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดูเนียน สด และกลืนกับใบหน้าเป็นธรรมชาติ
ถ้าอยากแก้ใต้ตาลึกให้ดูสดขึ้นแบบปลอดภัย ใช้ฟิลเลอร์แท้ทุกเคส และประเมินโดยแพทย์ก่อนทำ สามารถทักปรึกษาฟรีได้ที่ Line Official หรือ Inbox Facebook ของ TBL Clinic เพื่อตรวจเช็กโครงสร้างใต้ตาของคุณแบบละเอียดก่อนตัดสินใจ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายไหม
- ฟิลเลอร์ใต้ตาอันตรายไหม
ถ้าใช้ฟิลเลอร์ HA แท้และฉีดโดยแพทย์ที่เข้าใจโครงสร้างใต้ตา ความเสี่ยงต่ำมาก ผลลัพธ์เนียนและปลอดภัย - ฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้กี่เดือน
โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8–18 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นฟิลเลอร์และสภาพผิวของแต่ละคน - ใต้ตาคล้ำแบบเม็ดสีฉีดฟิลเลอร์ได้ไหม
แบบเม็ดสีไม่ดีขึ้นจากการฉีด ต้องประเมินก่อนว่าเป็นคล้ำจากโครงสร้างหรือเม็ดสี เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม - ฟิลเลอร์ไหลได้ไหม
สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าวางผิดชั้นผิว หรือใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะกับใต้ตา จึงต้องประเมินก่อนฉีดทุกครั้ง - ถ้าฉีดแล้วไม่ชอบ สามารถสลายได้ไหม
ได้ ฟิลเลอร์ HA สามารถสลายด้วย Hyaluronidase ช่วยปรับแก้ผลลัพธ์ได้อย่างปลอดภัย