หน้าเหี่ยว ไม่ได้แปลว่าแก่ครับ แต่คือสัญญาณว่า “โครงสร้างผิวเริ่มอ่อนแรง” มากกว่า ในทางการแพทย์ ผิวของเราประกอบด้วยเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินที่ทำหน้าที่เหมือนโครงสร้างพยุงผิวให้แน่นและเด้ง เมื่อเวลาผ่านไป หรือแม้แต่จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น นอนดึก เครียด หรือโดนแสงแดดแรงเกินไป เส้นใยเหล่านี้จะเริ่มเสื่อม ทำให้ผิวดูบางลง เหี่ยวย่น และขาดความยืดหยุ่น
ภาวะ หน้าเหี่ยวก่อนวัย จึงกลายเป็นเรื่องปกติของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ และแม้จะยังอายุไม่มาก แต่ผิวก็อาจดูเหนื่อยล้าได้เหมือนวัย 40 หมออยากให้เข้าใจว่าผิวทุกคนสามารถฟื้นฟูได้ เพียงเลือกวิธีเสริมแรงพยุงผิวให้เหมาะ ไม่ว่าจะด้วยการกระตุ้นคอลลาเจนจากภายในหรือเทคโนโลยียกกระชับจากภายนอก ยิ่งเริ่มไว ผิวยิ่งกลับมาตึงเร็วครับ
หน้าเหี่ยว เกิดจากอะไร
หน้าเหี่ยวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะอายุครับ แต่เกิดจากแรงพยุงผิว ที่ค่อยๆ ลดลงจากหลายชั้นของโครงสร้างผิว เริ่มจากคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ผิวหนังที่เสื่อมสภาพ ทำให้ผิวสูญเสียความแน่นและยืดหยุ่น ต่อมาชั้นไขมันใบหน้าซึ่งเคยช่วยพยุงโครงหน้า เริ่มเคลื่อนตัวลงตามแรงโน้มถ่วง ทำให้เห็นร่องแก้ม แก้มตก หรือกรอบหน้าไม่ชัดเหมือนเดิม
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็มีส่วนมาก เช่น การนอนดึก เครียดเรื้อรัง ดื่มน้ำน้อย สูบบุหรี่ หรือไม่ทาครีมกันแดด ล้วนเร่งการสร้างอนุมูลอิสระที่ทำร้ายผิวให้เหี่ยวเร็วกว่าปกติ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถชะลอได้ หากเริ่มฟื้นฟูผิวด้วยวิธีที่เหมาะกับสาเหตุของแต่ละคน เช่น การกระตุ้นคอลลาเจน หรือยกกระชับโครงสร้างผิวจากภายในครับ
สัญญาณเตือนผิวเริ่มเหี่ยวที่สังเกตได้ด้วยตัวเอง
หลายคนอาจไม่รู้ว่าผิวเริ่ม เหี่ยว แล้วจนกว่าจะเห็นในรูปถ่ายหรือเวลาแต่งหน้าแล้วเครื่องไม่ติด จริงๆ แล้วร่างกายส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้ามาเสมอ แค่เราต้องรู้จักสังเกตให้ทันครับ
- แก้มเริ่มตก ร่องแก้มลึกขึ้น เกิดจากชั้นไขมันเคลื่อนตัวลง ทำให้ผิวส่วนกลางของใบหน้าดูแบนและไม่อิ่มแน่นเหมือนเดิม
- กรอบหน้าไม่ชัด เส้นกรามที่เคยเรียบดูเบลอ เพราะแรงพยุงจากคอลลาเจนลดลง ผิวจึงหย่อนลงมาทับแนวกรอบหน้า
- ผิวไม่เด้ง แตะแล้วรู้สึกนิ่มเหลว อิลาสตินและคอลลาเจนเสื่อมสภาพ ทำให้แรงต้านการหย่อนคล้อยลดลง
- ริ้วรอยรอบตาและหน้าผากมาไว ผิวชั้นบนบางลงและขาดความยืดหยุ่น จนรอยย่นที่เคยชั่วคราวกลายเป็นถาวร
- ผิวดูหมอง ไม่สดใสแม้พักผ่อนเพียงพอ เพราะระบบไหลเวียนเลือดใต้ผิวลดลง ผิวจึงขาดออกซิเจนและดูโทรม
พฤติกรรมที่ทำให้หน้าเหี่ยวเร็วโดยไม่รู้ตัว
ผิวหน้าไม่ได้เหี่ยวเพราะอายุอย่างเดียวครับ แต่พฤติกรรมเล็กๆ ในแต่ละวัน ต่างหากที่ค่อยๆ ทำให้ผิวเสื่อมโดยไม่รู้ตัว หลายอย่างดูเหมือนไม่เกี่ยว แต่ส่งผลกับแรงพยุงผิวโดยตรง เช่น
- นอนดึกหรือนอนไม่พอ ร่างกายไม่ได้ผลิตโกรทฮอร์โมนที่ช่วยซ่อมแซมผิว ทำให้คอลลาเจนลดลง ผิวดูโทรมและเหี่ยวง่าย
- เครียดเรื้อรัง ฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงเกินไป จะยับยั้งการสร้างคอลลาเจนและเพิ่มการสลายของผิว
- ดื่มน้ำน้อย ผิวขาดความชุ่มชื้นจนสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้รอยย่นและผิวหย่อนคล้อยชัดขึ้น
- ลดน้ำหนักเร็วเกินไป ไขมันบนใบหน้าหายเร็วกว่าโครงสร้างผิวจะปรับตัว ทำให้กรอบหน้าดูหย่อนหรือโทรม
- ไม่ทาครีมกันแดดเป็นประจำ รังสี UV ทำลายคอลลาเจนลึกถึงชั้นผิว ทำให้หน้าแก่ก่อนวัยแม้จะยังอายุไม่มาก
วิธีแก้หน้าเหี่ยวโดยไม่ต้องผ่าตัด
การแก้ปัญหาหน้าเหี่ยวในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ เพราะเทคโนโลยีด้านการยกกระชับและฟื้นฟูผิวพัฒนาไปมากจนสามารถรีเฟรชผิว ได้จากภายในโดยไม่ต้องพักฟื้น เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นผลแบบเป็นธรรมชาติ วิธีหลักๆ ที่ใช้กัน ได้แก่ ร้อยไหมยกกระชับ เพื่อยกจุดตก, โบท็อกซ์ยกกรอบหน้า ช่วยให้หน้าดูเฟิร์ม, ฟิลเลอร์เติมเต็มร่องลึก คืนโครงหน้าให้ชัดขึ้น และ Morpheus8 หรือ HIFU ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนลึกถึงชั้น SMAS ทั้งหมดนี้เลือกปรับได้ตามระดับความหย่อนของผิวครับ
ร้อยไหมยกกระชับ
ร้อยไหมยกกระชับ เป็นเทคนิคที่ช่วยยกผิวที่เริ่มตกให้กลับมาตึงแน่นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้ไหมละลายชนิดพิเศษที่สอดเข้าไปในชั้นผิว เพื่อพยุงและจัดแนวโครงสร้างผิวใหม่พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว หลังทำจะรู้สึกว่าผิวยกขึ้นทันทีเล็กน้อย และจะเห็นความเฟิร์มชัดขึ้นเรื่อยๆ ภายใน 1–2 เดือน เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น แก้มตก กรอบหน้าไม่ชัด หรือมุมปากเริ่มคว่ำ จุดเด่นคือผลลัพธ์ดูละมุน ไม่แข็งตึง และอยู่ได้นานประมาณ 8–12 เดือน การร้อยไหมสามารถทำร่วมกับโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ได้ เพื่อปรับรูปหน้าให้ละมุนและอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้นครับ
บทความแนะนำ : ร้อยไหมยกกระชับหน้า แก้ผิวหย่อนคล้อย ให้หน้าเฟิร์มได้แบบไม่ต้องผ่าตัด หน้ายกแบบจึ้งๆ
โบท็อกซ์ยกกรอบหน้า
โบท็อกซ์ยกกรอบหน้า เป็นเทคนิคที่ช่วยปรับสมดุลการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณล่างแก้มและกราม ซึ่งมักเป็นจุดที่ทำให้หน้าดูตกหรือไม่กระชับเมื่ออายุมากขึ้น การฉีดโบท็อกซ์จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ดึงลง พร้อมยกแนวกรอบหน้าให้ดูชัดและเฟิร์มขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด ผลลัพธ์จะเริ่มเห็นภายใน 5–7 วัน และอยู่ได้เฉลี่ย 4–6 เดือน เหมาะกับคนที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ หรืออยากยกกระชับโดยไม่เพิ่มวอลุ่ม เหมาะมากสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องเจอกล้องบ่อยหรืออยากให้หน้าเข้ากล้อง โดยไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์ครับ
ฟิลเลอร์เติมเต็มร่องลึก (ฟื้นโครงสร้างที่ยุบให้ผิวกลับมาเรียบตึง)
ฟิลเลอร์เติมเต็มร่องลึก คือเทคนิคที่ช่วยฟื้นโครงสร้างผิวที่ยุบตัวจากการสูญเสียคอลลาเจนและไขมันใต้ผิวตามอายุ โดยใช้สารกรดไฮยาลูโรนิก (HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ ทำหน้าที่เติมเต็มร่องลึกให้ตื้นขึ้น พร้อมเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟูและเรียบตึงทันที เหมาะกับจุดที่มักยุบง่าย เช่น ร่องแก้ม ขมับ ใต้ตา หรือหน้าผาก ผลลัพธ์จะดูเป็นธรรมชาติ ไม่โป๊ะ และอยู่ได้นานเฉลี่ย 12–18 เดือน การเติมฟิลเลอร์ยังช่วยปรับแสงเงาใบหน้าให้สมดุลขึ้น เหมือนรีเฟรชผิวให้กลับมาสดใสและเด็กขึ้นโดยไม่ต้องพักฟื้นครับ
Morpheus8 / HIFU
Morpheus8 หรือ HIFU เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ทำงานลึกถึงชั้นคอลลาเจนโดยไม่ต้องผ่าตัด Morpheus8 ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (Microneedle RF) ส่งผ่านเข็มขนาดเล็กลงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ ส่วน HIFU ใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงโฟกัสไปยังชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ช่วยให้ผิวแน่น ยกขึ้น และดูเฟิร์มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หรือเริ่มมีแก้มตก กรอบหน้าไม่ชัด ผลลัพธ์เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ภายใน 1–2 เดือน และสามารถทำควบคู่กับร้อยไหมหรือฟิลเลอร์เพื่อผลที่ละมุนและอยู่ได้นานขึ้นครับ
วิธีแก้ หน้าเหี่ยว ด้วยการฟื้นผิวจากภายใน เสริมความแข็งแรงให้ผิวแน่นยาวนาน
การแก้หน้าเหี่ยว ให้ได้ผลในระยะยาว ไม่ได้อยู่ที่การยกผิวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องฟื้นฟูจากภายในเพื่อให้ผิวกลับมาแน่น แข็งแรง และมีแรงพยุงตัวเองได้อีกครั้ง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีร่วมกัน เช่น
- Glowfinity IV Drip เติมวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวดูฟู มีออร่า พร้อมเสริมการสร้างคอลลาเจนจากภายใน
- อาหารที่มีโปรตีน วิตามินซี และอีสูง เช่น ปลา ไข่ ถั่ว ผลไม้ตระกูลส้ม หรือผักใบเขียว ช่วยสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินให้ผิวแน่นยืดหยุ่น
- ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรขึ้นไป เพื่อให้ผิวอุ้มน้ำ ลดความแห้งกร้าน และช่วยให้สารอาหารไหลเวียนได้ดี
- นอนพักผ่อนให้ครบ 7–8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะการนอนคือช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมคอลลาเจนและฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ
เมื่อผิวได้รับทั้งสารอาหารและการดูแลครบมิติ ผิวที่เคยเหี่ยวก็จะค่อยๆ กลับมาดูแน่น สุขภาพดี และอ่อนเยาว์ได้แบบไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดครับ
สรุป หน้าเหี่ยว แก้ได้ถ้ารู้ทันและเริ่มดูแลอย่างถูกวิธี
หน้าเหี่ยว ไม่ใช่สัญญาณของความแก่ แต่คือการที่ผิวเริ่มสูญเสียคอลลาเจนและอิลาสตินตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถฟื้นคืนได้ถ้าเราเข้าใจต้นเหตุและเริ่มดูแลอย่างถูกวิธี ตั้งแต่การเสริมความชุ่มชื้นให้ผิว ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยียกกระชับ เช่น HIFU, Morpheus8, ร้อยไหม หรือฟิลเลอร์ ที่ช่วยฟื้นแรงพยุงของผิวจากภายในอย่างปลอดภัยและเห็นผลจริง การดูแลต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญ เพราะคอลลาเจนต้องการเวลาในการสร้างตัวใหม่ หากเริ่มดูแลตั้งแต่สัญญาณแรก ผิวจะยืดหยุ่นดีขึ้น เหี่ยวช้าลง และดูอ่อนเยาว์ได้นานกว่าเดิม
ผมมักบอกคนไข้เสมอว่าการเริ่มวันนี้ดีที่สุดเสมอ เพราะผิวที่ได้พักและถูกดูแลถูกทาง จะตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่าการรอให้หย่อนจนถึงจุดแก้ยาก หากอยากรู้ว่าผิวคุณอยู่ในระดับไหน สามารถเข้ามาประเมินสภาพผิวกับทีมแพทย์ TBL Clinic ได้ฟรีครับ สามารถทักมาได้ที่ Line Official หรือ Inbox Facebook
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ หน้าเหี่ยว
- หน้าเหี่ยวเกิดจากอะไร?
หน้าเหี่ยวเกิดจากการเสื่อมของคอลลาเจน อิลาสติน และชั้นไขมันใต้ผิว ทำให้ผิวขาดแรงพยุง นอกจากนี้พฤติกรรมอย่างนอนดึก ดื่มน้ำน้อย หรือเครียดสะสมก็เร่งให้ผิวเหี่ยวเร็วขึ้น - หน้าเหี่ยวแก้ได้ไหม?
แก้ได้ครับ หากเลือกวิธีที่เหมาะกับระดับความหย่อนของผิว เช่น HIFU, Morpheus8, ร้อยไหม หรือฟิลเลอร์ ซึ่งช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใหม่และยกผิวให้ตึงขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ - หน้าเหี่ยวกับผิวหย่อนคล้อยต่างกันไหม?
หน้าเหี่ยวคือผิวที่สูญเสียความชุ่มชื้นและความแน่น ส่วนผิวหย่อนคล้อยคือผิวที่ขาดแรงพยุงจนตกลงจากเดิม ทั้งสองภาวะมักเกิดร่วมกันครับ - หน้าเหี่ยวในวัย 30 ถือว่าผิดปกติไหม?
ไม่ผิดปกติเลยครับ เพราะคอลลาเจนในร่างกายจะเริ่มลดลงตั้งแต่อายุ 25 ปี ถ้าไม่ดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ผิวจะค่อยๆ เหี่ยวตามธรรมชาติ - หน้าเหี่ยวควรเริ่มดูแลจากอะไรเป็นอันดับแรก?
เริ่มจากพื้นฐานก่อนครับ เช่น ดื่มน้ำให้พอ นอนให้ครบ 7–8 ชั่วโมง ใช้สกินแคร์กลุ่มคอลลาเจนและวิตามินซี แล้วจึงค่อยปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนฟื้นฟูผิวเชิงลึกตามสภาพผิวแต่ละคน