TBL Clinic

HIFU คืออะไร ? เคล็ดลับหน้ายก กรอบหน้าชัด เทคนิคคืนผิวแน่นเฟิร์ม ที่หลายคนยืนยันว่าเห็นผลจริง

HIFU

เคยไหมที่อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกว่าหน้าไม่กระชับเท่าเดิม ทั้งที่ยังดูแลผิวเหมือนทุกวัน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่หลายคนหันมาสนใจ HIFU เทคโนโลยียกกระชับหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัด ที่มาแรงสุดในยุคนี้ เพราะให้ผลลัพธ์ผิวแน่น เฟิร์ม กรอบหน้าคมขึ้นแบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องพักฟื้นเลยแม้แต่นิดเดียว HIFU กลายเป็นเทคนิคที่ทั้งสายบิวตี้และคนรักผิวต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เห็นผลจริง หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ว่าแท้จริงแล้ว HIFU คืออะไร ทำงานยังไงถึงยกหน้าได้ และเหมาะกับใครบ้าง ถ้าคุณกำลังอยากรีเฟรชใบหน้าให้ดูเฟรชขึ้นโดยไม่ต้องศัลย์ บทความนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ชัดขึ้นแน่นอน

Hifu เทคโนโลยีคืนความกระชับให้ผิว หน้ายกโดยไม่ต้องพักฟื้น

เทรนด์ดูแลผิวช่วงนี้ไม่มีอะไรมาแรงเกิน HIFU อีกแล้ว เพราะเป็นเทคนิคที่ช่วยให้ผิวกลับมาแน่น ฟู และดูเฟิร์มขึ้นโดยไม่ต้องพักฟื้น หมอชอบเรียก HIFU ว่าเป็นตัวช่วยรีเฟรชหน้า ที่ให้ผลลัพธ์แบบเนเชอรัลมาก ๆ เหมือนผิวฟื้นคืนแรงจากข้างใน เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าหน้าเริ่มหย่อน หรือกรอบหน้าเริ่มเบลอจากอายุและไลฟ์สไตล์ การทำ HIFU จะช่วยให้ผิวดูยกขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผลลัพธ์ชัดขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนย้อนเวลาให้ผิวอีกครั้ง หมอมักแนะนำว่าการดูแลแนวนี้ไม่ต้องรอให้ผิวหย่อนมาก เพราะยิ่งเริ่มเร็ว ผลก็ยิ่งแน่นและอยู่ได้นานกว่า

Hifu (ไฮฟู) คืออะไร ?

HIFU หรือ High-Intensity Focused Ultrasound คือเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ใช้พลังงานคลื่นเสียงความเข้มข้นสูงส่งลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดยกหน้า แต่ต่างกันตรงที่ไม่ต้องมีแผล ไม่ต้องพักฟื้น ผิวได้รับพลังงานเฉพาะจุด ทำให้เกิดการหดตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่จากภายใน ผิวจึงค่อย ๆ ยกแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนคืนแรงให้ผิวกลับมาฟูอีกครั้ง HIFU ถือเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งความปลอดภัยและความเห็นผลในยุคที่ใคร ๆ ก็อยากดูดีแบบไม่ต้องพึ่งมีดหมอ หมอเรียกได้ว่าเป็นเทคนิค “ยกหน้าแบบเนเชอรัล” ที่ทำแล้วรู้สึกเฟรชขึ้นจริง ทั้งรูปลักษณ์และความมั่นใจ

HIFU ทำงานอย่างไรกับผิวของเรา

หลักการทำงานของ HIFU คือการใช้พลังงานคลื่นเสียงความเข้มข้นสูงยิงลงไปยังชั้นผิวลึกสุดที่เรียกว่า SMAS layer ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญในการพยุงผิวหน้า คลื่นเหล่านี้จะถูกโฟกัสให้เกิดจุดพลังงานความร้อนเล็ก ๆ ประมาณ 60–70 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นให้เส้นใย คอลลาเจนและอิลาสติน หดตัวและเริ่มกระบวนการฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ ผลคือผิวจะค่อย ๆ ตึงขึ้น ยกขึ้น และแน่นขึ้นโดยไม่ต้องผ่า เมื่อเวลาผ่านไปผิวจะดูเฟิร์มขึ้นอย่างชัดเจนใน 1–2 เดือน หมอชอบอธิบายว่า HIFU คือการ “รีบูตผิว” จากด้านใน ช่วยให้ผิวกลับมามีแรง มีชีวิตชีวา และดูอ่อนกว่าวัยแบบไม่ต้องพักฟื้น

จุดเด่นของ HIFU เมื่อเทียบกับวิธียกหน้าทั่วไป

จุดเด่นของ HIFU เมื่อเทียบกับวิธียกหน้าทั่วไปคือความแม่นยำและความเป็นธรรมชาติที่เห็นได้จริงโดยไม่ต้องพักฟื้น หมอขอสรุปให้เข้าใจง่ายดังนี้

  • พลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ได้ตรงจุด ต่างจากการนวดหรือทาครีมที่ทำงานแค่ผิวชั้นนอก ทำให้ผิวยกกระชับได้จริง
  • ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องมีแผล เพราะใช้พลังงานคลื่นเสียง ไม่ต้องใช้มีด จึงลดความเสี่ยงและไม่ต้องหยุดงาน
  • เห็นผลเรื่อย ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป ผิวจะค่อย ๆ แน่นขึ้นในช่วง 1–2 เดือน เหมือนผิวฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ
  • ความเจ็บน้อยกว่าเทคโนโลยีบางประเภท เช่น Ulthera หรือ Thermage เหมาะกับคนที่อยากเริ่มดูแลโดยไม่ต้องกลัว
  • ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง ไม่ดึงจนเกินไป เหมาะกับเทรนด์หน้าเรียวแต่ยังดูซอฟต์แบบเกาหลี

บทความแนะนำ : ยกกระชับใบหน้า แบบธรรมชาติ รวมทุกเทคนิคหน้าเด็ก ผิวตึง สู้แรงโน้มถ่วงปี 2026

Hifu ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?

หลายคนรู้ว่า HIFU ยกหน้าได้ แต่จริง ๆ แล้วเทคโนโลยีนี้ช่วยได้มากกว่านั้น เพราะมันทำงานลึกถึงชั้นผิวที่เป็นโครงสร้างหลักของใบหน้า หมอสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ว่า HIFU ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ดังนี้

  • ยกกระชับผิวทั่วหน้า ช่วยให้แก้มที่หย่อนดูแน่นขึ้น กรอบหน้าคมขึ้นโดยไม่ต้องศัลยกรรม
  • ลดเหนียงใต้คาง พลังงาน HIFU จะช่วยให้เนื้อเยื่อบริเวณคางตึงขึ้น เห็นคางชัดขึ้น ฟีลหน้าเรียวขึ้นแบบธรรมชาติ
  • กระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสติน ฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวแน่น เด้ง ฟู เหมือนรีเฟรชใหม่
  • ยกมุมปากและคิ้วที่ตก เหมาะกับคนที่มีปัญหาหน้าดูเหนื่อย หม่น หรือไม่สดใส
  • ลดร่องแก้มและรอยเหี่ยวย่นเล็กๆ ผิวจะค่อย ๆ เรียบเนียนขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งฟิลเลอร์
  • ช่วยให้ผิวเรียบแน่นทั่วใบหน้าและลำคอ ดูอ่อนเยาว์ขึ้นโดยรวม

Hifu ดีไหม เหมาะกับใคร ?

หลายคนถามหมอบ่อยว่า HIFU ดีไหม และเหมาะกับใครบ้าง คำตอบคือ HIFU เหมาะกับคนที่อยากให้ผิวหน้ายกกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด เพราะเทคโนโลยีนี้ปลอดภัย เห็นผลจริง และให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ หมอสรุปให้เข้าใจง่ายแบบนี้

  • เหมาะกับคนที่เริ่มมีผิวหย่อนคล้อย แก้มตก กรอบหน้าเบลอ อยากให้หน้ายกขึ้นโดยไม่ต้องศัลย์
  • เหมาะกับช่วงอายุ 25–50 ปี เป็นช่วงที่คอลลาเจนเริ่มลดลง ผิวเริ่มเสียแรงพยุง
  • เหมาะกับคนกลัวการพักฟื้น HIFU ทำแล้วสามารถกลับไปทำงานหรือแต่งหน้าได้ทันที
  • เหมาะกับคนที่อยากดูเฟิร์มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผลจะค่อย ๆ ชัดขึ้นภายใน 1–2 เดือน
  • เหมาะกับคนที่อยากรีเฟรชหน้าแบบเนเชอรัล ไม่แข็ง ไม่ดึงจนเกินไป

ทำ Hifu ได้ตอนอายุเท่าไหร่ ?

โดยทั่วไป HIFU สามารถทำได้ตั้งแต่อายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่คอลลาเจนในผิวเริ่มลดลงตามธรรมชาติ ผิวเริ่มเสียแรงพยุงเล็กน้อย การเริ่มทำตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยชะลอความหย่อนคล้อยและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ให้ผิวแน่นเฟิร์มอยู่เสมอ 

ส่วนช่วงอายุ 30–45 ปี ถือเป็นช่วงที่เห็นผลชัดเจนที่สุด เพราะผิวตอบสนองต่อพลังงาน HIFU ได้ดีและยังฟื้นตัวไว สำหรับวัย 50 ปีขึ้นไป ก็ยังทำได้ แต่หมอจะแนะนำให้วางแผนร่วมกับเทคนิคอื่น เช่น ร้อยไหมหรือฟิลเลอร์ เพื่อผลที่เห็นชัดและอยู่ได้นานขึ้น สรุปคือทำได้ทุกวัย แต่ยิ่งเริ่มเร็ว ผิวยิ่งแข็งแรงและยกกระชับได้ยาวนานกว่า

อายุต่ำกว่า 25 ทำ hifu ได้ไหม ?

อายุต่ำกว่า 25 ปีสามารถทำ HIFU ได้ครับ แต่ต้องอยู่ในกลุ่มที่มีผิวเริ่มหย่อนเล็กน้อย เช่น กรอบหน้าไม่ชัดจากไขมันสะสม หรือมีพฤติกรรมที่ทำให้คอลลาเจนลดเร็ว เช่น นอนดึก เครียด หรือโดนแดดบ่อย หมอจะประเมินเป็นรายบุคคลก่อน เพราะผิวช่วงวัยนี้ยังแข็งแรงและมีคอลลาเจนสูง 

การทำ HIFU จะเน้นกระตุ้นให้ผิวแน่นขึ้นเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้หย่อนในอนาคต ไม่ควรทำบ่อยเกินจำเป็น เพราะอาจทำให้ผิวบางและไวต่อพลังงานมากเกินไป ดังนั้นสำหรับวัยนี้ HIFU ถือว่า “ทำได้แต่ต้องพอดี” และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

Hifu มีกี่ยี่ห้อ เครื่องไหนที่ได้รับความนิยมสุด ?

ปัจจุบันเครื่อง HIFU มีหลายยี่ห้อ ที่ได้รับความนิยมในคลินิกเสริมความงามทั่วไทย โดยแต่ละแบรนด์จะมีเทคโนโลยีเฉพาะที่แตกต่างกันในเรื่องพลังงาน ความลึกของคลื่น และความรู้สึกขณะทำ หมอสรุปให้เข้าใจง่ายว่าแต่ละยี่ห้อมีจุดเด่นอย่างไร และรุ่นไหนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดตอนนี้

  • Ultraformer III – ยี่ห้อฮิตจากเกาหลีที่คลินิกชั้นนำเลือกใช้ ให้พลังงานเสถียร ยิงได้หลายระดับความลึก เหมาะกับคนที่ต้องการยกกระชับทั่วหน้า ผลลัพธ์อยู่ได้ราว 6–12 เดือน
  • Doublo Gold – เครื่องที่ให้พลังงานโฟกัสแม่นยำ เหมาะกับคนที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด แก้มตก หรือเริ่มมีเหนียง
  • Liftera – HIFU รุ่นใหม่ที่เจ็บน้อยมาก เพราะใช้เทคโนโลยี Thermal Diffusion ยิงพลังงานแบบต่อเนื่อง เหมาะกับคนกลัวเจ็บแต่ยังอยากเห็นผล
  • Sygmalift – ใช้พลังงานระดับนาโน ทำงานนุ่มนวล เหมาะกับผิวแพ้ง่ายหรือคนที่ต้องการผลแบบซอฟต์ ๆ ดูธรรมชาติ
  • Ultraformer MPT – รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Ultraformer ที่พัฒนาให้ยิงได้เร็ว แม่น และทั่วถึงในเวลาสั้นลง

โดยรวมแล้วยี่ห้อที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มคลินิกคือ Ultraformer III และ Liftera เพราะให้พลังงานคงที่ ปลอดภัย และผลลัพธ์ชัดเจนในทุกช่วงวัย หมอแนะนำว่าการเลือกยี่ห้อควรอิงตามปัญหาผิวจริง ไม่ใช่แค่ชื่อเครื่อง เพื่อให้ได้ผลยกกระชับที่เหมาะกับผิวที่สุด

ทำ Hifu ตำแหน่งไหนได้บ้าง ?

การทำ HIFU ไม่ได้จำกัดแค่บริเวณใบหน้าเท่านั้น แต่สามารถทำได้หลายตำแหน่งทั่วร่างกาย เพราะพลังงานคลื่นเสียงจะถูกโฟกัสเฉพาะจุดเพื่อยกกระชับเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อย หมอจึงเลือกยิงให้เหมาะกับโครงหน้าและปัญหาเฉพาะของแต่ละคนได้อย่างละเอียด

บริเวณใบหน้า (Face Area)

  • กรอบหน้า / แนวขากรรไกร (Jawline) ยกผิวให้ตึง ลดแก้มตก กรอบหน้าชัดขึ้น
  • เหนียงใต้คาง (Double Chin) ช่วยลดไขมันและความหย่อนบริเวณคาง
  • แก้ม (Cheek) เติมความแน่น ลดร่องแก้ม ผิวดูกระชับขึ้น
  • หน้าผากและคิ้ว (Forehead & Brow Lift) ยกคิ้วและลดความตึงของรอยย่นหน้าผาก
  • รอบดวงตา (Eye Area) ช่วยให้หางตาและใต้ตาตึงขึ้น ตาดูสดใสขึ้น
  • มุมปาก (Corner of Lips) ยกมุมปาก ลดอาการปากคว่ำให้ดูอ่อนโยนขึ้น

บริเวณลำคอและคาง (Neck & Chin)

  • ลำคอ ลดรอยพับ รอยย่น และความหย่อนคล้อยของผิวบริเวณคอ
  • ใต้คาง ยกผิวให้แน่น ลดความหย่อนและช่วยให้คอเรียวยาว

บริเวณลำตัว (Body Area)

  • ต้นแขน (Upper Arm) กระชับท้องแขน ลดผิวหย่อนหรือ “แขนล่างย้วย”
  • หน้าท้อง (Abdomen) กระชับผิว ลดความหย่อนหลังคลอดหรือหลังลดน้ำหนัก
  • ต้นขา / เข่า (Thigh & Knee) ยกกระชับผิวส่วนล่างที่เริ่มหย่อนคล้อย
  • สะโพก (Hip) ช่วยให้ดูเฟิร์มและเรียบเนียนมากขึ้น
  • บริเวณหลัง / เอว (Back & Flank) ลดรอยพับและยกผิวให้เรียบตึง

ทำ Hifu แต่ละตำแหน่งต้องใช้กี่ Line ?

จำนวน Line ที่ใช้ในการทำ HIFU ถือเป็นจุดสำคัญที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การยกกระชับ เพราะแต่ละ “Line” หมายถึง 1 แถวของพลังงานที่ยิงลงไปใต้ผิว ยิ่งใช้จำนวนไลน์เหมาะสมกับขนาดใบหน้าหรือบริเวณที่ทำ ยิ่งได้ผลลัพธ์ที่เฟิร์มและยกขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ หมอสรุปให้เข้าใจง่ายว่าแต่ละตำแหน่งควรใช้กี่ไลน์โดยประมาณ

  • กรอบหน้า / แก้ม 300–600 ไลน์ เหมาะกับคนที่ต้องการยกกรอบหน้า ลดแก้มตก หรือปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น
  • เหนียง / ใต้คาง 100–300 ไลน์ ใช้พลังงานในแนวเฉียงเพื่อเก็บเหนียงและยกแนวกรามให้ชัด
  • หน้าผากและคิ้ว 100–200 ไลน์ เน้นยกคิ้ว ลดรอยย่นหน้าผาก และปรับให้ดวงตาดูเปิดขึ้น
  • รอบดวงตา 80–150 ไลน์ ใช้พลังงานระดับอ่อนเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในผิวบางรอบดวงตา
  • ลำคอ 200–400 ไลน์ เหมาะกับคนที่มีเส้นคอหรือผิวหย่อนคล้อยจากอายุ
  • ลำตัว เช่น หน้าท้อง / ต้นแขน / ต้นขา 500–1,000 ไลน์ ขึ้นอยู่กับพื้นที่

โดยทั่วไปใบหน้าทั้งหมดจะใช้ประมาณ 400–800 ไลน์ ส่วนร่างกายอาจมากกว่านั้น ทั้งนี้จำนวนไลน์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับขนาดใบหน้า ความหย่อนคล้อย และเครื่อง HIFU ที่ใช้ หมอจะเป็นผู้ประเมินจุดยิงและจำนวนพลังงานให้พอดี เพื่อให้ผลลัพธ์ยกแน่นโดยไม่มากหรือน้อยเกินไป ผิวยกชัดขึ้นแบบเนเชอรัลและปลอดภัยทุกมุม

Hifu หน่วยเป็น Line กับ Shot ต่างกันยังไง ?

หลายคนงงว่าในการทำ HIFU ทำไมบางคลินิกใช้หน่วยเป็น Line บางที่ใช้ Shot ความจริงทั้งสองคำสื่อถึงจำนวนการยิงพลังงาน แต่มีความหมายต่างกันเล็กน้อย

  • Line หมายถึง 1 แถวของพลังงานที่ยิงลงบนผิวต่อเนื่องกัน เหมาะกับการวัดพื้นที่ที่ทำ เช่น กรอบหน้า แก้ม หรือคอ ยิ่งจำนวนไลน์มาก พลังงานที่ส่งลงผิวก็ครอบคลุมกว้างขึ้น
  • Shot หมายถึง 1 จุดของการยิงพลังงาน (คล้ายคลื่นเสียงหนึ่งครั้ง) ซึ่งบางเครื่องจะนับเป็นช็อตแทนไลน์

โดยทั่วไปเครื่อง HIFU สมัยใหม่จะวัดเป็น Line มากกว่า เพราะคำนวณได้แม่นยำและประเมินผลลัพธ์ยกกระชับได้ดีกว่า เหมาะกับการวางแผนจุดยิงเฉพาะบุคคล

Hifu 100 ไลน์ เห็นผลไหม ?

โดยทั่วไป HIFU 100 ไลน์ สามารถเห็นผลได้ครับ แต่ผลลัพธ์จะอยู่ในระดับเบา เหมาะกับการเก็บทรงผิว หรือยกกระชับเฉพาะจุดเล็กๆ เช่น มุมปาก เหนียง หรือใต้ตา ถ้าต้องการเห็นผลชัดทั่วหน้า เช่น กรอบหน้าเฟิร์มขึ้น หรือแก้มกระชับขึ้นจริงๆ ปกติจะใช้ประมาณ 300–600 ไลน์ขึ้นไป 

ขึ้นอยู่กับพื้นที่และระดับความหย่อนของผิว หมอมักแนะนำให้ประเมินกับแพทย์ก่อน เพื่อคำนวณจำนวนไลน์ให้เหมาะกับโครงหน้า เพราะ HIFU 100 ไลน์ ถือเป็นจำนวนน้อย เหมาะกับคนที่อยากรีเฟรชผิวเบา ๆ หรือทำซ้ำระหว่างรอบใหญ่เพื่อคงผลให้อยู่ได้นานขึ้น

ข้อดี – ข้อเสียของการทำไฮฟู่

การทำ HIFU (ไฮฟู) ถือเป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ได้รับความนิยมมากในยุคนี้ เพราะให้ผลลัพธ์ที่เห็นได้จริงโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ก่อนตัดสินใจ หมออยากให้เข้าใจทั้งข้อดีและข้อเสีย เพื่อให้เลือกได้เหมาะกับผิวและความคาดหวังของแต่ละคน

ข้อดีของการทำ HIFU

  • ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น ทำเสร็จกลับไปทำงานหรือแต่งหน้าได้เลย
  • ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ ผิวจะค่อย ๆ ตึงและยกขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ดูแข็งหรือดึงเกินไป
  • กระตุ้นคอลลาเจนได้จริง พลังงานอัลตราซาวด์ลงลึกถึงชั้น SMAS ทำให้ผิวแน่นขึ้นจากภายใน
  • เห็นผลในระยะเวลาไม่นาน หลังทำประมาณ 1–2 เดือน ผิวจะเฟิร์มขึ้นอย่างชัดเจน
  • ปลอดภัย ใช้ได้กับหลายช่วงวัย เหมาะทั้งคนวัย 25+ ที่อยากป้องกันผิวหย่อน และวัย 40+ ที่ต้องการฟื้นความยืดหยุ่นของผิว

ข้อเสียของการทำ HIFU

  • ผลลัพธ์ไม่ถาวร อยู่ได้เฉลี่ย 6–12 เดือน ต้องทำซ้ำเพื่อคงความกระชับ
  • อาจมีอาการเจ็บหรือระบมเล็กน้อย ขณะทำหรือหลังทำ 1–2 วัน
  • ต้องเลือกเครื่องแท้และแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อป้องกันการยิงผิดชั้นผิวที่อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน

ทำ Hifu เจ็บไหม ?

ทำ HIFU เจ็บไหม หมอบอกได้เลยว่าไม่ถึงขั้นเจ็บมาก แต่จะรู้สึกตึงๆ หรืออุ่นลึกใต้ผิวระหว่างที่พลังงานอัลตราซาวด์ทำงาน ซึ่งความรู้สึกนี้จะแตกต่างกันไปตามความลึกของคลื่นและความไวของผิวแต่ละคน ถ้าเป็นรุ่นใหม่อย่าง Liftera หรือ Ultraformer III มักจะเจ็บน้อยลงมาก เพราะกระจายพลังงานได้สม่ำเสมอ หมอจะทายาชาก่อนทำเพื่อลดความรู้สึกไม่สบาย หลังทำอาจมีอาการตึง ๆ หรือระบมเล็กน้อยเพียง 1–2 วัน จากนั้นผิวจะเริ่มแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนผิวได้ออกกำลังกายเบา ๆ จากด้านใน

ทำ Hifu กี่วันเห็นผล ?

หลังทำ HIFU จะเริ่มเห็นผลเบื้องต้นภายในประมาณ 7–14 วัน ผิวจะรู้สึกแน่นขึ้นเล็กน้อยและกรอบหน้าดูชัดขึ้น จากนั้นผลจะค่อย ๆ ชัดเต็มที่ในช่วง 1–2 เดือน เพราะร่างกายต้องใช้เวลาในการกระตุ้นและสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิว เมื่อคอลลาเจนเริ่มจัดเรียงตัวดี ผิวจะยกกระชับขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์จะอยู่ได้เฉลี่ย 6–12 เดือน ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิว และการดูแลหลังทำ หมอมักแนะนำให้ทำซ้ำปีละ 1–2 ครั้ง เพื่อรักษาผลให้คงที่และยืดอายุผิวให้เฟิร์มอยู่ตลอด

ทำ Hifu แล้วหน้าบวมกี่วัน ?

หลังทำ HIFU ส่วนใหญ่จะมีอาการบวมหรือระบมเล็กน้อยประมาณ 1–3 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความลึกของพลังงานที่ใช้ อาการบวมนี้เกิดจากการที่คลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปกระตุ้นคอลลาเจนในชั้น SMAS ทำให้เนื้อเยื่อมีการหดตัวชั่วคราว ซึ่งถือเป็นปกติและจะค่อยๆ ยุบลงเอง 

ไม่ต้องพักฟื้นหรือหยุดงาน หมอแนะนำให้ประคบเย็นเบา ๆ ในวันแรก ดื่มน้ำมากขึ้น และหลีกเลี่ยงความร้อนจัด เช่น ซาวน่าหรือแสงแดดแรง ๆ หลังทำประมาณหนึ่งสัปดาห์ผิวจะเริ่มแน่นขึ้นเรื่อย ๆ และเข้าที่เต็มที่ในช่วง 1–2 เดือน เหมือนผิวได้รีเซตใหม่จากข้างใน

ทำ Hifu อยู่ได้นานไหม อยู่ได้นานกี่เดือน

ผลลัพธ์ของการทำ HIFU จะอยู่ได้เฉลี่ยประมาณ 6–12 เดือน ขึ้นอยู่กับอายุ โครงสร้างผิว และการดูแลหลังทำของแต่ละคน พลังงานจาก HIFU จะกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ต่อเนื่อง ทำให้ผิวแน่นและเฟิร์มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อครบช่วงเวลา 

ร่างกายจะเริ่มสลายคอลลาเจนบางส่วนตามธรรมชาติ หมอจึงแนะนำให้ทำซ้ำปีละ 1–2 ครั้ง เพื่อคงความกระชับต่อเนื่อง โดยเฉพาะในคนที่มีไลฟ์สไตล์นอนดึก เจอแสงแดดบ่อย หรือผิวบางจากอายุที่เพิ่มขึ้น การทำ HIFU อย่างสม่ำเสมอจึงไม่เพียงช่วยยกหน้า แต่ยังช่วยชะลอการหย่อนคล้อยในระยะยาว ทำให้ผิวดูเฟิร์มแบบธรรมชาติอยู่เสมอ

วิธีการเตรียมตัวก่อนทำ Hifu

ก่อนทำ HIFU หมอแนะนำให้เตรียมตัวให้พร้อมทั้งร่างกายและผิว เพื่อให้พลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และลดโอกาสเกิดอาการระคายเคืองหลังทำ โดยมีขั้นตอนที่ควรรู้ดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนหลับอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงก่อนวันทำ เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูและลดการอักเสบของผิว
  • งดการทำเลเซอร์หรือหัตถการอื่นล่วงหน้า 1 สัปดาห์ เช่น การร้อยไหม ฟิลเลอร์ หรือโบท็อกซ์ เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือพลังงานซ้อนทับกัน
  • งดทาครีมหรือแต่งหน้าในวันที่ทำ ให้ผิวสะอาด ปราศจากสารตกค้าง เพื่อให้หัว HIFU สัมผัสกับผิวได้ดีและพลังงานลงลึกอย่างสม่ำเสมอ
  • ดื่มน้ำเยอะ ๆ ล่วงหน้า 1–2 วัน ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและส่งพลังงานได้ดีขึ้น
  • แจ้งแพทย์หากมีโรคประจำตัวหรือเคยผ่าตัดในบริเวณใบหน้า: เพื่อประเมินว่าปลอดภัยต่อการทำหรือไม่
  • เตรียมใจเรื่องความรู้สึกขณะทำ อาจรู้สึกอุ่นๆ หรือจี๊ดๆ ใต้ผิว ซึ่งเป็นเรื่องปกติจากพลังงานที่กระตุ้นคอลลาเจน

วิธีการดูแลตัวเองหลังทำไฮฟู่

หลังทำ HIFU การดูแลผิวให้ถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะช่วยให้พลังงานที่ส่งลงไปในชั้น SMAS ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และยืดอายุความยกกระชับให้อยู่ได้นานยิ่งขึ้น หมอแนะนำวิธีดูแลตัวเองหลังทำไว้แบบเข้าใจง่ายดังนี้

  • ประคบเย็นเบา ๆ ภายใน 24 ชั่วโมงแรก เพื่อช่วยลดความร้อนใต้ผิวและบรรเทาอาการตึงหรือระบม
  • งดความร้อนทุกชนิด 3–5 วัน เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ หรือแสงแดดจัด เพราะอาจกระตุ้นให้ผิวอักเสบ
  • ดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร ช่วยให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่เกิดได้ดีและต่อเนื่อง
  • หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดแรงบริเวณที่ทำ เพราะอาจกระทบกับชั้นผิวที่กำลังฟื้นตัว
  • เน้นบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์และครีมกันแดด เพื่อคงความชุ่มชื้นและปกป้องผิวจาก UV ที่อาจทำให้คอลลาเจนเสื่อม
  • สามารถแต่งหน้าได้หลังทำทันที: แต่ควรใช้ผลิตภัณฑ์อ่อนโยนและหลีกเลี่ยงสครับช่วง 3 วันแรก

โดยทั่วไปหลังทำ HIFU อาจมีอาการตึงหรือระบมเล็กน้อยประมาณ 1–3 วัน ถือเป็นปกติ เมื่อครบ 2 สัปดาห์ผิวจะเริ่มกระชับขึ้นเรื่อย ๆ และเห็นผลชัดใน 1–2 เดือน หมอมักย้ำกับคนไข้ว่าผลลัพธ์จะดีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการดูแลหลังทำพอๆ กับเครื่องที่ใช้

HIFU ต่างจาก Ulthera และ Thermage ยังไง

เวลาพูดถึงเทคโนโลยียกกระชับผิว หลายคนมักเปรียบเทียบ HIFU, Ulthera และ Thermage ว่าต่างกันยังไง ทั้งสามอย่างช่วยให้ผิวแน่นขึ้นจริง แต่ทำงานในชั้นผิว และ พลังงานที่ไม่เหมือนกัน หมอสรุปให้เข้าใจง่ายแบบนี้

HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound)

  • ใช้พลังงาน คลื่นอัลตราซาวด์ ยิงลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ผ่าตัดยกหน้า
  • ช่วยยกกระชับผิวหน้า เหนียง กรอบหน้า ให้เข้ารูป
  • ความเจ็บระดับ เบา–ปานกลาง ขึ้นกับรุ่นเครื่อง
  • เหมาะกับคนที่อยากได้ฟีลหน้ายกขึ้นแบบธรรมชาติ เห็นผลใน 1–2 เดือน

Ulthera (Micro-Focused Ultrasound)

  • พลังงานคล้าย HIFU แต่ แม่นยำกว่า เพราะมีภาพแสดงชั้นผิวขณะยิง
  • พลังงานแรงกว่า เห็นผลชัดและอยู่ได้นานถึง 12–18 เดือน
  • ความรู้สึกขณะทำค่อนข้างจี๊ดลึก แต่ไม่ต้องพักฟื้น
  • เหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์แน่น เห็นชัด และทำปีละครั้ง

Thermage (Radio Frequency – RF)

  • ใช้พลังงาน คลื่นวิทยุ (RF) ทำงานในชั้นหนังแท้ ไม่ถึงชั้น SMAS
  • เหมาะกับการกระชับผิวโดยรวม ลดริ้วรอยเล็ก ๆ
  • เจ็บน้อยกว่าสองแบบแรก แต่ผลลัพธ์ยกน้อยกว่า

สรุปแล้ว HIFU เด่นเรื่องยกกระชับแบบนุ่มนวล Ulthera เหมาะกับคนอยากให้หน้ายกชัดและอยู่นาน ส่วน Thermage จะเหมาะกับผิวที่เริ่มหย่อนและต้องการความเรียบเนียนทั่วใบหน้า

Hifu- ร้อยไหม – เมโสแฟต ต่างกันอย่างไร ?

หลายคนมักสับสนระหว่างการทำ HIFU, ร้อยไหม และ เมโสแฟต เพราะทั้งสามอย่างช่วยให้หน้าเรียวขึ้นได้ แต่แต่ละวิธีทำงานต่างกันโดยสิ้นเชิง หมอสรุปให้เข้าใจง่ายแบบนี้

HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound)

  • ใช้พลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นการหดตัวของคอลลาเจน
  • ช่วยยกกระชับผิว แก้มที่หย่อน เหนียงที่คล้อย กรอบหน้าชัดขึ้น
  • เหมาะกับคนที่ผิวยังไม่หย่อนมาก อยากยกหน้าโดยไม่ต้องพักฟื้น

ร้อยไหม (Thread Lift)

  • ใช้เส้นไหมละลายสอดใต้ผิวเพื่อยกและพยุงเนื้อเยื่อโดยตรง
  • ให้ผลลัพธ์ยกชัดทันทีหลังทำ อยู่ได้นานประมาณ 12–18 เดือน
  • เหมาะกับคนที่มีความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก ต้องการผลเร็ว
  • อาจมีรอยช้ำหรือบวมเล็กน้อยใน 3–5 วันแรก

เมโสแฟต (Meso Fat)

  • ฉีดสารสลายไขมันเฉพาะจุด เช่น แก้ม เหนียง หรือต้นแขน
  • ช่วยลดไขมันใต้ผิว ไม่ได้ยกหน้า แต่ช่วยให้หน้าเล็กลงเมื่อทำร่วมกับ HIFU หรือร้อยไหม
  • เหมาะกับคนที่มีไขมันส่วนเกินแต่ผิวยังไม่หย่อน

โดยสรุป HIFU เน้นยกกระชับ ร้อยไหม เน้นยกโครงหน้าให้ชัด ส่วน เมโสแฟต เน้นลดไขมันเฉพาะจุด การผสมผสานให้เหมาะกับปัญหาจริงจะช่วยให้ใบหน้าดูเรียวกระชับอย่างเป็นธรรมชาติและเห็นผลชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

เปรียบเทียบการทำ ไฮฟู่ กับการฉีดโบท็อก เลือกทำแบบไหนดี

หลายคนสับสนว่าควรเลือกทำ HIFU หรือ โบท็อกซ์ (Botox) ดี เพราะทั้งสองอย่างช่วยให้ใบหน้าดูเรียวขึ้นได้ แต่จริง ๆ แล้วทำงานต่างกันโดยสิ้นเชิง หมอขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ แบบเข้าใจง่ายครับ

HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound)

  • ใช้พลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนและยกกระชับผิว
  • เหมาะกับคนที่มีผิวหย่อนคล้อย แก้มตก เหนียง หรือกรอบหน้าไม่ชัด
  • ผลลัพธ์จะค่อยๆ เห็นชัดใน 1–2 เดือน อยู่ได้ราว 6–12 เดือน
  • ผิวแน่นขึ้นแบบธรรมชาติ ไม่เปลี่ยนรูปหน้า และไม่ต้องพักฟื้น

โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin)

  • ทำงานโดยคลายกล้ามเนื้อ ช่วยลดแรงดึงที่ทำให้เกิดริ้วรอย
  • เหมาะกับคนที่มี “กล้ามเนื้อทำงานเยอะ” เช่น กรามใหญ่ หน้าดูเหลี่ยม หรือมีริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า
  • ผลเห็นเร็วใน 3–7 วัน อยู่ได้ประมาณ 4–6 เดือน
  • ต้องฉีดซ้ำสม่ำเสมอเพื่อคงผลลัพธ์

โดยสรุป HIFU เน้นยกผิวให้แน่น ส่วน โบท็อกซ์ เน้นคลายกล้ามเนื้อให้หน้าเรียว ถ้าผิวหย่อนให้เริ่มที่ HIFU แต่ถ้ากรามใหญ่เพราะกล้ามเนื้อ ให้เลือกโบท็อกซ์ หรือจะทำทั้งคู่ร่วมกันก็ได้ ผลจะดูละมุนและเรียวขึ้นแบบธรรมชาติที่สุด

เลือกทำ HIFU ที่ไหนดี

การเลือกคลินิกทำ HIFU ใกล้ฉัน ไม่ได้ดูแค่เรื่องราคา แต่ควรคำนึงถึง “มาตรฐานและความปลอดภัย” เป็นหลัก เพราะพลังงานที่ยิงลงชั้น SMAS ต้องอาศัยความแม่นยำและการประเมินอย่างถูกต้อง หมอสรุปหลักการเลือกคลินิกทำ HIFU สุขุมวิท หรือ HIFU ติด BTS พระโขนง ไว้ง่าย ๆ แบบนี้

  • เลือกคลินิกที่ใช้เครื่องแท้ มีใบรับรอง อย. เช่น Ultraformer III หรือ Liftera
  • ตรวจสอบว่าแพทย์เป็นคนยิงเองทุกเคส เพื่อความแม่นยำและลดความเสี่ยงจากพลังงานผิดชั้น
  • ดูรีวิวจากเคสจริง ทั้งก่อน–หลังทำ เพื่อประเมินผลลัพธ์และความเป็นธรรมชาติ
  • คลินิกต้องสะอาด มีการประเมินก่อนทำทุกครั้ง
  • ราคาควรโปร่งใส ไม่บังคับขายคอร์สยาว

หากคุณกำลังค้นหา HIFU ใกล้ฉัน ที่เดินทางสะดวกในย่านสุขุมวิท หมอแนะนำเลือกคลินิกที่มีมาตรฐานสูง ใกล้ BTS พระโขนง อย่าง TBL Clinic ที่ใช้เครื่องแท้ทุกเครื่องและมีหมอยิงเองทุกเคส เพื่อให้ผิวยกกระชับ เห็นผลจริง และปลอดภัยในระยะยาว สามารถทักมาปรึกษาฟรีได้ที่ Line Official หรือ Inbox Facebook

รีวิวการทำ Hifu

รีวิว Hifu

Hifu ราคาแพงไหม ?

ราคาการทำ HIFU ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น รุ่นเครื่องที่ใช้ จำนวนไลน์ และบริเวณที่ทำ โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 4,000–25,000 บาท ต่อครั้ง ถ้าเป็นเครื่องแท้อย่าง Ultraformer III หรือ Liftera ราคาจะสูงกว่าเล็กน้อย แต่ให้พลังงานเสถียรและผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่า  หมอมักบอกคนไข้ว่าให้ดูคุณภาพพลังงานต่อไลน์ มากกว่าราคา เพราะเครื่องเทียมหรือเครื่องเกรดต่ำอาจยิงพลังงานไม่ถึงชั้น SMAS ทำให้ผลไม่ชัดและสิ้นเปลืองกว่าในระยะยาว การเลือกคลินิกที่ใช้เครื่องแท้และหมอยิงเองจึงคุ้มค่ากว่าทำหลายรอบราคาถูกแต่ไม่เห็นผล

สรุป HIFU เคล็ดลับยกกระชับหน้าโดยไม่ต้องผ่า ที่หมอแนะนำให้เริ่มวันนี้

HIFU คือเทคโนโลยีที่หมอมองว่า “คุ้มค่าที่สุด” สำหรับการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด เพราะใช้พลังงานอัลตราซาวด์ลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนให้ฟื้นตัว ผลลัพธ์คือผิวแน่นขึ้น กรอบหน้าชัดขึ้น และดูอ่อนเยาว์ขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัย 25 ที่เริ่มมีผิวหย่อนเล็กน้อย ไปจนถึงวัย 40+ ที่ต้องการคืนความยืดหยุ่นให้ผิว 

ข้อดีคือไม่ต้องพักฟื้น ไม่เจ็บมาก และเห็นผลต่อเนื่องใน 1–2 เดือน หมออยากชวนให้เริ่มดูแลผิวตั้งแต่วันนี้ เพราะการกระตุ้นคอลลาเจนเป็นเรื่องของ “การสะสมผลลัพธ์” ยิ่งเริ่มเร็ว ผิวยิ่งแน่นและคงความเฟิร์มได้นานขึ้นในอนาคต อย่ารอให้ผิวหย่อนถึงจุดวิกฤตแล้วค่อยดูแล เพราะการป้องกันไว้ก่อนคือการลงทุนให้ผิวสวยระยะยาว

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ Hifu

  1. HIFU เจ็บไหมตอนทำ
    รู้สึกตึงหรืออุ่นลึกใต้ผิวเล็กน้อย แต่ไม่ถึงขั้นเจ็บมาก สามารถทายาชาก่อนทำเพื่อลดความรู้สึกได้
  2. HIFU เห็นผลทันทีไหม
    หลังทำจะเห็นผิวยกขึ้นเล็กน้อยทันทีประมาณ 20–30% และจะค่อย ๆ ชัดเต็มที่ใน 1–2 เดือน
  3. ทำ HIFU กี่ครั้งถึงจะเห็นผล
    ส่วนใหญ่ทำเพียง 1 ครั้งก็เห็นผล โดยผลลัพธ์อยู่ได้ราว 6–12 เดือน จากนั้นสามารถทำซ้ำปีละ 1–2 ครั้ง
  4. HIFU สามารถทำคู่กับโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ได้ไหม
    ทำได้ครับ ควรเว้นระยะอย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ เพื่อให้พลังงานไม่กระทบต่อสารที่ฉีดไปก่อนหน้า
  5. หลังทำ HIFU ต้องดูแลอะไรเป็นพิเศษไหม
    งดความร้อนจัด 3–5 วัน เช่น ซาวน่าหรือแดดแรง ดื่มน้ำมาก และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นเพื่อยืดอายุผลลัพธ์