TBL Clinic

ริ้วรอยหน้าผาก ปัญหาที่บอกอายุได้มากกว่าที่คิด

ริ้วรอยหน้าผาก

หัวข้อ

ริ้วรอยหน้าผาก เป็นจุดเล็กๆ ที่บอกอะไรกับเรามากกว่าที่คิด หลายคนอาจเริ่มสังเกตเส้นบางๆ ตอนขมวดคิ้วหรือยิ้ม แล้ววันหนึ่งมันกลับไม่หายแม้จะพักหน้า นั่นแหละสัญญาณแรกของวัย ที่ใครก็หนีไม่พ้น แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกิดจากอายุอย่างเดียว บางครั้งก็เกิดจาก ความเครียดที่เราสะสม หรือ การใช้ชีวิตที่เร่งเกินไป จนผิวไม่ได้พักหายใจ

ในฐานะแพทย์ ผมมักเห็นคนไข้เข้ามาด้วยประโยคเดียวกันว่า หมอคะ ทำไมหน้าดูเหนื่อยตลอด ทั้งที่พักผ่อนพอ ซึ่งจริงๆ แล้วริ้วรอยหน้าผากคือภาษาของผิว ที่กำลังบอกเราว่ามันต้องการการดูแลมากขึ้น ไม่ใช่การปกปิด

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเริ่มเห็นเส้นบางๆ เหล่านั้น อย่าเพิ่งรีบเครียด มันคือจุดเริ่มต้นของการ “รีเซ็ตผิวให้กลับมาเด็กอีกครั้ง” มาดูกันครับว่าริ้วรอยหน้าผากเกิดจากอะไร และเราจะแก้มันได้อย่างไรให้ธรรมชาติที่สุด

สาเหตุของริ้วรอยหน้าผากที่หลายคนไม่รู้

หลายคนเข้าใจว่า ริ้วรอยหน้าผาก เกิดเพราะอายุ แต่จริงๆ แล้วมันเริ่มจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่เราทำทุกวันครับ ทั้งการขมวดคิ้วตอนเครียด ยกคิ้วตอนตกใจ หรือแม้แต่การโดนแดดโดยไม่ทาครีมกันแดด ล้วนเร่งให้คอลลาเจนในผิวเสื่อมเร็วขึ้น ผิวที่เคยเด้งเลยเริ่มเกิดรอยพับถาวรทีละนิด

ในเชิงผิวหนัง เราเรียกภาวะนี้ว่า “กล้ามเนื้อหดซ้ำ + คอลลาเจนหาย” ซึ่งเป็นสูตรลับของริ้วรอยที่ใครก็ไม่อยากได้ ยิ่งบวกกับความเครียด การนอนน้อย และฮอร์โมนที่เปลี่ยนตามวัย ก็ยิ่งกระตุ้นให้ริ้วรอยมาไวกว่าเดิม ต่อไปเรามาดูกันครับว่า ริ้วรอยหน้าผากมีกี่แบบ และปัจจัยไหนเร่งให้เกิดเร็วขึ้นบ้าง

ริ้วรอยแบบ Dynamic vs Static

ริ้วรอยไม่ได้มีแค่แบบเดียวครับ แต่ในทางการแพทย์ เราจะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งเข้าใจไม่ยากและช่วยให้เลือกวิธีดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น

  • ริ้วรอยแบบ Dynamic – เกิดจาก การเคลื่อนไหวซ้ำๆ ของกล้ามเนื้อบนใบหน้า เช่น การขมวดคิ้ว ยกคิ้ว หรือหัวเราะบ่อยๆ เส้นพับเหล่านี้จะปรากฏเฉพาะเวลามีการแสดงอารมณ์
  • ริ้วรอยแบบ Static – เป็นรอยที่ค้างอยู่แม้ไม่ขยับหน้า เกิดจากคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวลดลง ทำให้ผิวสูญเสียแรงพยุง ริ้วรอยลักษณะนี้มักเห็นชัดในช่วงวัย 30 ปลายขึ้นไป

ผมมักบอกคนไข้ว่า Dynamic คือ “รอยจากการใช้ชีวิต” ส่วน Static คือ รอยจากเวลาที่ผิวไม่ได้พัก ซึ่งทั้งสองแบบต้องใช้แนวทางแก้ต่างกันครับ

ปัจจัยที่เร่งให้เกิดริ้วรอยเร็วขึ้น

นอกจากอายุแล้ว ยังมีหลายพฤติกรรมที่ทำให้ริ้วรอยมาไวกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว

  • นอนน้อย พักผ่อนไม่พอ ทำให้ร่างกายหลั่งคอร์ติซอลมากเกินไป ซึ่งไปทำลายคอลลาเจน
  • สูบบุหรี่ นิโคตินลดการไหลเวียนเลือด ทำให้ผิวขาดออกซิเจนและเหี่ยวย่นง่าย
  • แสง UV และมลภาวะ เป็นตัวการทำลายอิลาสติน ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น
  • ขาดสารอาหารและดื่มน้ำน้อย ผิวแห้งและบางลง ทำให้รอยพับเห็นชัดขึ้น
  • เครียดสะสม ส่งผลให้กล้ามเนื้อขมวดตัวบ่อย และเร่งการเกิดริ้วรอย

เมื่อเข้าใจต้นเหตุเหล่านี้แล้ว การปรับพฤติกรรมและเริ่มดูแลผิวให้เหมาะสมตั้งแต่วันนี้ จะช่วยชะลอริ้วรอยและคงความสดใสได้ยาวขึ้นครับ

ประเภทของริ้วรอยหน้าผากและการสังเกตเบื้องต้น

ริ้วรอยหน้าผากสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละแบบบ่งบอกถึงระดับความเสื่อมของผิวที่แตกต่างกัน

  • ริ้วรอยเส้นตื้น (Fine Lines) มักเกิดจากผิวขาดน้ำ หรือคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวเริ่มลดลง ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น เส้นรอยจะบางและเห็นเฉพาะตอนขยับหน้า เช่น เวลายิ้ม ขมวดคิ้ว หรือยกคิ้ว ซึ่งในทางการแพทย์จัดอยู่ในกลุ่ม “Dynamic Wrinkles ระยะต้น” ถือเป็นช่วงที่ผิวยังฟื้นฟูได้ง่ายหากได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ทั้งการใช้สกินแคร์ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน เช่น Retinol หรือ Peptide รวมถึงการทำทรีตเมนต์เติมความชุ่มชื้นและโบท็อกซ์ขนาดต่ำ เพื่อป้องกันรอยลึกในอนาคตและรักษาความเรียบตึงของผิวไว้ได้ยาวนาน
  • ริ้วรอยลึก (Deep Wrinkles) เป็นรอยที่มองเห็นได้ชัดแม้ในขณะพักหน้า เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อซ้ำๆ จนโครงสร้างคอลลาเจนยุบตัวและผิวเกิดรอยพับถาวร เส้นรอยมักลากยาวข้ามหน้าผาก หรือเห็นเป็นแนวขวาง 2–3 เส้น ซึ่งบ่งบอกว่าผิวสูญเสียแรงพยุงไปมากแล้ว ระดับนี้จำเป็นต้องใช้การรักษาแบบผสมผสาน เช่น โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือร้อยไหม เพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อ ยกผิวให้กระชับ และเติมเต็มร่องลึกให้กลับมาเรียบตึงอย่างเป็นธรรมชาติอีกครั้ง

วิธีลดและรักษาริ้วรอยหน้าผาก

การรักษาริ้วรอยหน้าผากในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งการผ่าตัดครับ เพราะมีหลายวิธีที่ช่วยให้ผิวกลับมาเรียบตึงอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งในเชิง คลายกล้ามเนื้อ และ ฟื้นฟูคอลลาเจน โดยแบ่งแนวทางหลักออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ไ ต่อไปเรามาแยกดูครับว่าแต่ละวิธีมีจุดเด่นต่างกันอย่างไร และช่วยให้หน้าผากกลับมาเรียบเนียนได้แบบไหนบ้าง

โบท็อกซ์ลดริ้วรอยหน้าผาก 

โบท็อกซ์ลดริ้วรอยหน้าผากถือเป็นเทคนิคยอดฮิตที่ช่วยให้ผิวเรียบตึงได้โดยไม่ต้องพักฟื้นครับ หลักการคือการฉีดสาร Botulinum Toxin ปริมาณพอดีเข้าไปคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณหน้าผาก ทำให้รอยพับจากการขมวดคิ้วหรือยกคิ้วค่อยๆ จางลง หลังทำประมาณ 5–7 วัน ผิวจะดูเรียบขึ้นและเป็นธรรมชาติมากขึ้นโดยไม่ทำให้หน้าดูแข็ง เหมาะกับริ้วรอยแบบ Dynamic หรือรอยที่เกิดจากการแสดงอารมณ์ซ้ำๆ ผลลัพธ์อยู่ได้เฉลี่ย 4–6 เดือน

จุดสำคัญคือการฉีดในตำแหน่งที่ถูกต้องและปริมาณที่เหมาะกับโครงหน้า เพื่อให้ผลดูละมุน ไม่แข็งหรือดูเหมือนหน้าชา ปัจจุบันโบท็อกซ์สามารถออกแบบให้เข้ากับแนวหน้าผากแต่ละแบบได้ ทำให้ผลลัพธ์ดูเด็กลงแต่ยังคงความเป็นตัวเองอยู่ครบครับ

บทความแนะนำ : ฉีดโบท็อกซ์ริ้วรอย จุดไหนได้บ้าง? กี่วันเห็นผล? อยู่ได้นานเท่าไหร่? ใช้กี่ยูนิต?

ฟิลเลอร์เติมร่องลึกหน้าผาก

ฟิลเลอร์เติมร่องลึกหน้าผากเป็นวิธีที่ช่วยคืนความเรียบเนียนให้ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้สารกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่แล้วในร่างกาย มาช่วยเติมเต็มร่องลึกและเพิ่มวอลุ่มในจุดที่ผิวสูญเสียไปตามอายุ เมื่อฉีดในปริมาณและระดับชั้นผิวที่เหมาะสม จะช่วยให้หน้าผากดูโค้งสวย ผิวตึงขึ้น และแสงตกกระทบอย่างสม่ำเสมอ ใบหน้าดูละมุนขึ้นโดยไม่ดูแข็งหรือโป๊ะ

วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอยลึกหรือร่องถาวรที่เกิดจากโครงสร้างผิวฝ่อลง ไม่ใช่แค่รอยจากการขยับกล้ามเนื้อ ฟิลเลอร์จึงทำหน้าที่ทั้งเติมเต็มและปรับแสงเงาให้ใบหน้าได้บาลานซ์มากขึ้น เห็นผลทันทีหลังทำและคงอยู่เฉลี่ย 12–18 เดือน ถือเป็นเทคนิคที่ช่วยให้หน้าดูเด็กลงแบบเนียนๆ ไม่หลอกตาครับ

ร้อยไหมหน้าผากยกผิวเรียบตึง

ร้อยไหมหน้าผากเป็นเทคนิคที่ช่วยยกผิวให้กลับมาเรียบตึง โดยใช้ไหมละลายชนิดพิเศษที่สอดเข้าไปใต้ผิว เพื่อช่วย “ยกและพยุง” กล้ามเนื้อหน้าผากที่เริ่มหย่อนคล้อย พร้อมกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามแนวเส้นไหม ส่งผลให้ผิวค่อยๆ แน่นขึ้นในช่วง 1–2 เดือนหลังทำ เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และอยากยกหน้าผากโดยไม่ต้องผ่าตัด

ผลลัพธ์จากการร้อยไหมอยู่ได้ประมาณ 8–12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลหลังทำ ข้อดีคือสามารถทำร่วมกับโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ได้ เพื่อให้ผลลัพธ์ดูละมุนและยาวนานขึ้น เป็นวิธีที่หมอแนะนำสำหรับคนที่อยากให้หน้าผากดูเนียนเรียบ ยกกระชับแบบธรรมชาติ เหมือนได้รีเฟรชผิวให้กลับมาดูเฟรชอีกครั้งครับ

ทรีตเมนต์กระตุ้นคอลลาเจน เช่น HIFU, Morpheus8 หรือ Gold Orisel Treatment

ทรีตเมนต์กระตุ้นคอลลาเจนอย่าง HIFU, Morpheus8 หรือ Gold Orisel Treatment เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยฟื้นฟูผิวจากภายในโดยไม่ต้องใช้เข็มหรือผ่าตัด หลักการคือการส่งพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์หรือไมโครนีดเดิลลงไปในชั้นผิวลึก เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ ทำให้ผิวแน่นขึ้น รูขุมขนละเอียด และริ้วรอยดูตื้นลงอย่างเป็นธรรมชาติ

ผลลัพธ์เริ่มเห็นได้ใน 2–4 สัปดาห์ และจะชัดขึ้นเรื่อยๆ ภายใน 3 เดือน อยู่ได้เฉลี่ย 8–12 เดือน ทรีตเมนต์กลุ่มนี้ยังสามารถทำร่วมกับโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ได้ เพื่อเพิ่มความละมุนของผลลัพธ์ให้ผิวดูเรียบและยืดหยุ่นมากขึ้น เหมาะสำหรับคนที่อยากให้ผิวแน่นขึ้นโดยไม่เสียเวลาพักฟื้น เรียกได้ว่าเป็น “ตัวช่วยผิวตึงแบบเนียนๆ” ที่คนรุ่นใหม่เลือกทำกันเยอะครับ

ถ้าคุณเริ่มสังเกตว่าริ้วรอยหน้าผากชัดขึ้น แต่ยังไม่อยากรีบตัดสินใจทำอะไรแรง ๆ การประเมินให้ตรงจุดตั้งแต่แรกสำคัญมากครับ เพราะริ้วรอยแต่ละแบบใช้วิธีดูแลไม่เหมือนกัน ที่ TBL Clinic หมอจะช่วยดูว่าเคสของคุณเหมาะกับโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ร้อยไหม หรือทรีตเมนต์กระตุ้นคอลลาเจนแบบไหน เพื่อให้หน้าผากดูเรียบขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง และยังเป็นคุณอยู่ครบ

สามารถทักมาคุย ปรึกษา หรือส่งรูปให้หมอประเมินเบื้องต้นได้ที่ Line Official หรือ Inbox Facebook ครับ วางแผนให้ชัดก่อนทำ เพื่อผลลัพธ์ที่ดูดีและสบายใจในระยะยาว

การดูแลผิวที่บ้านเพื่อชะลอริ้วรอยหน้าผาก

การชะลอริ้วรอยหน้าผากไม่จำเป็นต้องเริ่มจากหัตถการเสมอไปครับ หลายอย่างสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ที่บ้าน เพียงแค่ “เข้าใจผิว” และปรับพฤติกรรมเล็กๆ ในทุกวันอย่างต่อเนื่อง เพราะสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นได้นานขึ้น

  • เลือกสกินแคร์ที่มีส่วนช่วยกระตุ้นคอลลาเจน เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารสำคัญอย่าง Retinol, Peptide, หรือ Vitamin C เพราะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดริ้วรอยตื้น และทำให้ผิวแน่นขึ้นจากภายใน ควรเริ่มใช้ในช่วงกลางคืนเพื่อให้ผิวฟื้นตัวเต็มที่
  • นวดหน้าผากเบาๆ ทุกวัน ใช้นิ้วกลางและนิ้วนางกดเบาๆ จากกลางหน้าผากออกด้านข้าง วันละ 3–5 นาที จะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ และทำให้ผิวดูเรียบขึ้นในระยะยาว
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง รังสี UV คือศัตรูตัวจริงของคอลลาเจน ควรทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไปเป็นประจำทุกเช้า และพกหมวกหรือแว่นกันแดดไว้เสมอ เพราะการปกป้องผิวดีกว่าการรักษาทีหลังแน่นอน
  • เสริมจากภายในด้วยการนอนและดื่มน้ำให้พอ นอนวันละ 6–8 ชั่วโมง และดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร เพื่อให้เซลล์ผิวได้รับความชุ่มชื้นเต็มที่

ปกป้องผิวทุกวัน ดีกว่ารักษาทีหลัง
การดูแลเหล่านี้อาจดูเรียบง่าย แต่เป็นเกราะป้องกันผิว ที่ทำให้ผลจากการรักษาอย่างโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์อยู่ได้นานขึ้น และผิวดูสุขภาพดีได้ยาวแบบไม่ต้องรอถึงจุดที่ต้องแก้ไขครับ

สรุป ริ้วรอยหน้าผาก แก้ได้ถ้าเข้าใจผิวตัวเอง

ริ้วรอยหน้าผากไม่ใช่สัญญาณว่าผิวกำลังพัง แต่มันคือ “สัญญาณเตือน” ว่าผิวเริ่มต้องการการดูแลมากขึ้นครับ ผมมักบอกคนไข้เสมอว่า อย่ารอให้รอยลึกถึงค่อยแก้ เพราะยิ่งเริ่มไว ยิ่งเห็นผลชัดและใช้วิธีที่อ่อนโยนกว่า การดูแลผิวไม่ใช่เรื่องของอายุ แต่คือการเข้าใจโครงสร้างผิวของตัวเองว่าขาดอะไร และควรเสริมตรงไหนให้เหมาะ

บางคนอาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรมง่ายๆ เช่น การนอนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ หรือเลือกสกินแคร์ที่มีเรตินอลและเปปไทด์ ส่วนใครที่มีรอยชัดขึ้นแล้ว การใช้เทคโนโลยีอย่างโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือ Morpheus8 ก็ช่วยให้ผิวเรียบตึงได้โดยไม่ต้องพักฟื้น ผิวที่ดูอ่อนเยาว์ไม่ใช่ผิวที่ไม่มีรอยเลย แต่คือผิวที่ได้รับการดูแลอย่างเข้าใจและต่อเนื่องครับ เริ่มวันนี้ ผิวของคุณจะขอบคุณตัวเองในวันหน้าแน่นอน

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับริ้วรอยหน้าผาก

  1. ริ้วรอยหน้าผากเริ่มเกิดตอนอายุเท่าไหร่
    โดยทั่วไปริ้วรอยหน้าผากเริ่มเห็นได้ช่วงอายุประมาณ 25–30 ปี เพราะคอลลาเจนในผิวเริ่มลดลงและกล้ามเนื้อใบหน้าเริ่มเคลื่อนไหวซ้ำมากขึ้น
  2. โบท็อกซ์ริ้วรอยอยู่ได้นานแค่ไหน
    ผลลัพธ์ของโบท็อกซ์อยู่ได้เฉลี่ย 4–6 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณยาและพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อ เช่น การขมวดคิ้วหรือยกคิ้วบ่อยๆ
  3. ฟิลเลอร์หน้าผากอันตรายไหม
    หากใช้ฟิลเลอร์แท้ที่มี อย. และฉีดโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ ถือว่าปลอดภัย ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน
  4. ทำ HIFU แล้วช่วยริ้วรอยหน้าผากได้จริงไหม
    ช่วยได้ในกรณีที่ริ้วรอยยังไม่ลึกมาก เพราะ HIFU กระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวแน่นขึ้น ทำให้รอยตื้นดูจางลง
  5. หลังฉีดโบท็อกซ์ต้องดูแลยังไง
    หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด 24 ชั่วโมงแรก และงดออกกำลังกายหนักหรือซาวน่า 1–2 วัน เพื่อให้ตัวยาเซ็ตตัวได้เต็มที่ครับ